<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Articles &amp; Research &#8211; ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ</title>
	<atom:link href="https://www.druthit.com/category/articles-research/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.druthit.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Oct 2019 06:56:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.1</generator>

<image>
	<url>https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2018/04/pin.png</url>
	<title>Articles &amp; Research &#8211; ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ</title>
	<link>https://www.druthit.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>๒๔๖. บทความวิชาการพระไตรปิฎกศึกษา ตอน ๑ &#8220;คัมภีร์พุทธวงศ์และคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี&#8221;</title>
		<link>https://www.druthit.com/%e0%b9%92%e0%b9%94%e0%b9%96-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Oct 2019 06:28:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสาร กิจกรรม งานต่างๆ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1514</guid>

					<description><![CDATA[๔.๑๐.๒๕๖๒ บทความวิชาการ พระไตรปิฎกศึกษา ตอน ๑ “คัมภีร์พุทธวงศ์และคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี” อุทิส ศิริวรรณ เขียน &#160; สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ ให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง &#8212;&#8212; เมื่อ “อายุ” ล่วงเลยมาถึงวันเวลาอันเหมาะสม ผมก็มีเวลา “เรียนรู้” ปริยัติคือพระไตรปิฎก ที่สนใจและอยากศึกษา ทว่า “ชีวิต” และ “โชคชะตา” ที่ขับเคลื่อนด้วย “ความไม่มั่นคง” และ “ความไม่แน่นอน” ทำให้ผมต้องหันไปทำการอื่นๆ เพื่อสร้างตัว สร้างฐานะ สร้างรายได้ จนมั่นคงระดับหนึ่ง จึงมีเวลาศึกษา “ปริยัติ” คือ “พระไตรปิฎก” &#8212;&#8212; ผมอาจมีอุปนิสัย เหมือนนักอักษรศาสตร์ทั่วไป คือเวลาอ่าน “ตำราหลัก” หนังสือหนัก หนา และเนื้อหาลุ่มลึก เข้าใจยาก อย่าง “พระไตรปิฎก” ผมจะชอบอ่านที่เป็น “ตัวเล่ม” ไม่ชอบอ่าน “อีบุ๊ก” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><strong><span style="color: #000080;">๔</span><span style="color: #000080;">.๑๐.๒๕๖๒</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #000080;">บทความวิชาการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระไตรปิฎกศึกษา ตอน ๑ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“คัมภีร์พุทธวงศ์และคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี”</span></strong><br />
<img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1203" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg" alt="" width="350" height="350" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg 350w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /></h1>
<p>อุทิส ศิริวรรณ</p>
<p>เขียน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ<br />
ให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง</p>
<p>&#8212;&#8212;<br />
เมื่อ “อายุ” ล่วงเลยมาถึงวันเวลาอันเหมาะสม<br />
ผมก็มีเวลา “เรียนรู้” ปริยัติคือพระไตรปิฎก<br />
ที่สนใจและอยากศึกษา</p>
<p>ทว่า “ชีวิต” และ “โชคชะตา”<br />
ที่ขับเคลื่อนด้วย “ความไม่มั่นคง” และ “ความไม่แน่นอน”<br />
ทำให้ผมต้องหันไปทำการอื่นๆ เพื่อสร้างตัว สร้างฐานะ สร้างรายได้<br />
จนมั่นคงระดับหนึ่ง จึงมีเวลาศึกษา “ปริยัติ” คือ “พระไตรปิฎก”</p>
<p>&#8212;&#8212;</p>
<p>ผมอาจมีอุปนิสัย<br />
เหมือนนักอักษรศาสตร์ทั่วไป<br />
คือเวลาอ่าน “ตำราหลัก”<br />
หนังสือหนัก หนา และเนื้อหาลุ่มลึก เข้าใจยาก<br />
อย่าง “พระไตรปิฎก”<br />
ผมจะชอบอ่านที่เป็น “ตัวเล่ม”<br />
ไม่ชอบอ่าน “อีบุ๊ก” หรือ “หนังสืออิเล็กทรอนิกส์” ฉบับต่างๆ</p>
<p>เล่มที่ผมกำลังสนใจอ่านคือ</p>
<p>สฺยามรฏฺฐสฺส เตปิฏกํ<br />
สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกาโย<br />
(ทุติโย ภาโค)<br />
(พุทฺธวํโส จริยาปิฏกํ)<br />
พิมพ์ครั้งที่ ๗ ปี ๒๕๕๖<br />
พระศาสนโสภณ (แจ่ม จตฺตสลฺโล ป.ธ. ๗)<br />
วัดมกุฏกษัตริยาราม<br />
สมัยเป็น “พระธรรมปาโมกข์”<br />
ได้เมตตาเป็นประธานตรวจชำระ</p>
<p>แล้วเสร็จในแผ่นดินของรัชกาลที่ ๗<br />
ซึ่งได้ทรงอาราธนาให้พระเถรานุเถระผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก<br />
มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน เป็นประธาน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8212;&#8212;</p>
<p>เวลาอ่านพระไตรปิฎก<br />
ผมจะไม่อ่านรวดเดียวจบ<br />
แต่จะเลือกอ่านเนื้อหาตอนที่ผมสนใจ<br />
อย่างห้วงเวลานี้ ผมสนใจ “พุทธวงศ์”<br />
คือความเป็นมาของพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์<br />
ผมก็อ่านเฉพาะ “พุทธวจนะ” หน้าที่ ๔๐๐ เป็นต้นไปจนจบหน้า ๕๒๖<br />
เป็นคำและความที่เป็น “ภาษาบาลี” ล้วนๆ</p>
<p>&#8212;&#8212;<br />
แนะนำสั้นๆ ง่ายๆ ว่า<br />
ท่านที่พอมีความรู้ภาษาบาลีระดับหนึ่ง<br />
ควรจัดเวลา “ค้นคว้า” ให้ตนเอง<br />
เป็นการ “ทรงจำ” “กล่าว”  “บอก”<br />
วิทยาการวิจัยพระพุทธศาสนาชั้นสูง</p>
<p>คือนอกจากจะอ่านพระไตรปิฎกให้แตกฉานแล้ว<br />
สิ่งที่ควรอ่านเพิ่มเติมคือ “อรรถกถา”<br />
ส่วน “อธิบาย” ความหมาย คำและความที่ยากในชั้น<br />
“พระไตรปิฎก” และควรจัดเวลาค้นคว้า<br />
“คัมภีร์สัททาวิเสส” ซึ่งก็คือ “ไวยากรณ์บาลีชั้นสูง”<br />
ซึ่งประกอบด้วยคัมภีร์บาลีไวยากรณ์สาย<br />
“กัจจายนะ” “โมคคัลลานะ” “สัททนีติ”<br />
ถ้ามีเวลาค้นคว้าเพิ่มเติม<br />
แนะนำให้อ่าน “งานวิจัย” และ “ตำรา”<br />
ไวยากรณ์สันสกฤต ปรากฤต อรรธมาคธี และภาษาถิ่นอินเดีย<br />
รวมถึงสิงหลต่างๆ  เพราะพบว่าปะปนอยู่ในพระไตรปิฎก พอสมควร</p>
<p>ความรู้ไวยากรณ์บาลี และภาษาศาสตร์อื่นๆ จะทำให้ไม่หลงในป่าอักษรคือ<br />
“พระไตรปิฎก” ซึ่ง “อัตถะ” และ “พยัญชนะ”<br />
แต่ละอักขระ ละเอียด สุขุม ลึกซึ้ง ยิ่งนัก</p>
<p>โบราณาจารย์ได้แต่งคาถาภาษาบาลีเป็นคติเตือนใจ<br />
ผู้ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกไว้ว่า</p>
<p>“โย นิรุตฺตึ น สิกฺเขยฺย           สิกฺขนฺโต ปิฏกตฺตยํ<br />
ปเท ปเท วิกงฺเขยฺย               วเน อนฺธคโช ยถา”<br />
“ผู้ใดเมื่อจะศึกษาพระไตรปิฎก ไม่ศึกษานิรุกติศาสตร์<br />
คือคัมภีร์ไวยากรณ์ พึงสงสัยไปเสียทุกบท คล้ายคชสารตาบอด<br />
เดินหลงทางในป่าลึกฉะนั้น”</p>
<p>&#8212;&#8212;-<br />
ภาพรวม “พระไตรปิฎกศึกษา” มีคัมภีร์บาลีที่บูรพาจารย์ได้ช่วยกันแต่งขึ้น<br />
เพื่ออธิบายคำศัพท์และความหมายของคำในพระไตรปิฎก เรียงลำดับเป็นขั้นๆ ได้ดังนี้<br />
-คัมภีร์อรรถกถา<br />
-คัมภีร์ฎีกา<br />
-คัมภีร์อนุฎีกา<br />
-คัมภีร์คัณฐี<br />
-คัมภีร์โยชนา<br />
-คัมภีร์สัททาวิเสส<br />
&#8212;&#8212;</p>
<p>คัมภีร์สัททาวิเสส คือ กลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์บาลีที่ว่าด้วยหลักภาษาในพระไตรปิฎก เป็นคัมภีร์พื้นฐาน แห่งความเข้าใจภาษาบาลีตลอดจนการเรียนรู้ และวินิจฉัยข้ออรรถข้อธรรมในพระไตรปิฎก ปัจจุบัน ในหอสมุดแห่งชาติปรากฏบัญชีรายชื่อกลุ่มคัมภีร์สัททาวิเสส ๑๕๓ คัมภีร์ ซึ่งรวมทั้งคัมภีร์ภาษาบาลี และสันสกฤตที่แต่งในประเทศศรีลังกา พม่า และไทย โดยเฉพาะในประเทศพม่ามีรายชื่อคัมภีร์สัททาวิเสสที่แต่งเฉพาะในประเทศ ที่เป็นภาษาบาลีจำนวน ๑๓๔ คัมภีร์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ตามความเป็นจริง สัททาวิเสสหมายความถึงกลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์เป็นหลัก แต่ยังมีคัมภีร์อื่น ๆ ที่ว่า ด้วยหลักภาษาซึ่งไม่ได้จัดเป็นไวยากรณ์อีก เมื่อรวมกลุ่มคัมภีร์ทั้งหมดที่เป็นอุปการะในการศึกษา พระไตรปิฎก สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภท คือ</p>
<p>๑. กลุ่มคัมภีร์ไวยากรณ์หรือสัททาวิเสส คือ คัมภีร์แสดงหลักของภาษาบาลี เช่น กัจจายน ไวยากรณ์ โมคคัลลานไวยากรณ์ และสัททนีติปกรณ์ เป็นต้น</p>
<p>๒. กลุ่มคัมภีร์นิฆัณฑุ คือ คัมภีร์ประเภทพจนานุกรมศัพท์ เช่น คัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา และ คัมภีร์เอกักขรโกศ เป็นต้น</p>
<p>๓. กลุ่มคัมภีร์ฉันทลักษณ์ คือ คัมภีร์ว่าด้วยระเบียบในการวางคำครุ ลหุ เป็นแบบต่าง ๆ เช่น คัมภีร์วุตโตทัย คัมภีร์ฉันโทมัญชรี เป็นต้น</p>
<p>๔. กลุ่มคัมภีร์เกฏุกะ คือ คัมภีร์ว่าด้วยการแต่งเสียงและความหมายให้ภาษามีความไพเราะ เช่น คัมภีร์สุโพธาลังการ เป็นต้น<br />
&#8212;&#8212;&#8211;<br />
คัมภีร์พุทธวงศ์ มีคัมภีร์ขยายความชื่อ<br />
“มธุรัตถวิลาสินี” แปลว่า “อรรถกถาพุทธวงศ์”<br />
ฉบับที่ผมเลือกอ่านแบ่งเป็น ๒ ภาค คือภาค ๑ และภาค ๒<br />
ผมใช้ฉบับของมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ตีพิมพ์ในปี ๒๕๒๕</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8212;&#8212;</p>
<p>ตามประวัติ “คัมภีร์พุทธวงศ์” เป็น “บทสนทนา” ที่เป็น<br />
“ประวัติ” และ “คำสอนพุทธ” ระหว่าง<br />
พระพุทธเจ้ากับพระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้เป็น “พระอัครสาวก”<br />
เบื้องขวาของพระโคตมพุทธเจ้า ในคราวสังคายนาครั้งแรก<br />
พระที่มาประชุมทำสังคายนาได้รวบรวมไว้ในพระสุตตันตปิฎก<br />
ขุททกนิกาย ในฐานะที่เป็น “พุทธวจนะ” ได้ประพันธ์เป็น “คาถา”<br />
เอาไว้ทั้งคัมภีร์</p>
<p>เรื่องราวโดยย่อ คัมภีร์พุทธวงศ์เกิดขึ้นในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จไปยังเมืองกบิลพัสดุ์<br />
เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา ครั้งนั้นได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ เวสสันดรชาดกโปรด<br />
เหล่าพระประยูรญาติ ทรงเนรมิต “รัตนจงกรม” ในอากาศ</p>
<p>ระหว่างนั้น พระสารีบุตรได้ปุจฉาถึง “การอธิษฐานจิตตั้งความปรารถนาพุทธภูมิ”<br />
และ “บารมี” ที่ทรงบำเพ็ญมาในแต่ละชาติ พระพุทธองค์ได้ทรง “วิสัชนา” โดยละเอียด<br />
ถึง “ตำนานชีวิต” กว่าจะสำเร็จกลายเป็นพระพุทธเจ้าศาสดาเอกของโลกได้ ก็ได้ใช้เวลา<br />
อันยาวนานใน “สังสารวัฏ” เป็นเวลา ๔ อสงไขยกับอีก ๑ แสนกัป  ในแต่ละชาติที่เกิด<br />
ได้พบ “พระพุทธเจ้าในอดีต” เรียกว่า “อตีตพุทธเจ้า” หรือ “อดีตพุทธเจ้า” ถึง ๒๔ พระองค์<br />
และทุกพระองค์ได้ “ทรงพยากรณ์” ว่าพระโคตมะพุทธเจ้าในฐานะที่เป็น “พระโพธิสัตว์”<br />
ภายภาคหน้าจะได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณกลายเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต<br />
จากนั้นได้ตรัสเล่า “ประวัติ” ของพระองค์เองด้วย รวมเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ และผนวกรวมกับเรื่องราวของพระองค์ จึงเป็น ๒๕ พระพุทธเจ้า เรียกรวมกันว่า</p>
<p>“พุทธวงศ์” แปลว่า “วงศ์ของพระพุทธเจ้า” ซึ่งพระโคตมะพุทธเจ้าระบุถึงเฉพาะ ๒๔ พระองค์ที่ทรงพยากรณ์ว่าพระองค์จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แต่ในพุทธกัปของพระทีปังกรพุทธเจ้า ยังมีพระพุทธเจ้าอีก ๓ พระองค์ที่มิได้ทรงพยากรณ์เอาไว้ นั่นคือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และพระสรณังกรพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะกลายเป็น “พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์” และยังได้ทรงพยากรณ์ว่าในภัทรกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้าคือ “พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า” มาตรัสรู้เป็นองค์ที่ ๒๙ และพระสังคีติกาจารย์ได้รวบรวมเรื่องราวการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ในคัมภีร์พุทธวงศ์ ขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก นี้ด้วย รายละเอียดจะได้นำเสนอในลำดับถัดไป<br />
&#8212;&#8212;<br />
ส่วนคัมภีร์มธุรัตถวิภาสินี เป็นชื่อคัมภีร์อรรถกถาขยายคำและความในคัมภีร์พุทธวงศ์<br />
คำว่า “มธุรัตถวิภาสินี” จำแนกออกเป็นได้ ๓ คำคือคำว่า “มธุร” “อัตถ” “วิภาสินี”<br />
มธุร แปลว่าไพเราะ อัตถ แปลว่าอัตถะหรือเนื้อความ ส่วนคำว่าวิภาสินี แปลว่างดงาม รวมกันเป็น “มธุรัตถวิภาสินี” แปลว่าคัมภีร์อรรถกถานี้ “งดงามด้วยเนื้อความอันไพเราะ” และยังมีอีกชื่อเรียกว่า “มธุรัตถัปปกาสินี” แปลว่า “อรรถกถาประกาศเนื้อความอันไพเราะ”</p>
<p>&#8212;&#8212;&#8211;</p>
<p>ผมมีข้อสังเกต เล่าไว้ให้เรียนรู้ว่า<br />
“พระไตรปิฎก” มีคำและความที่ต้องทำความเข้าใจ</p>
<p>คำบางคำ อาจต้องใช้เวลาเพ่ง พินิจ ขบคิด เป็นวันๆ</p>
<p>คำบางคำอย่าง “ปโรสหสฺสํ” ผมเก็บความสงสัยเอาไว้นานถึง ๒๐ ปีเศษ</p>
<p>กว่าจะพบคำตอบจาก “สัททาวิเสส” คือกลุ่มคัมภีร์บาลีไวยากรณ์ชั้นสูง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผมถึงอนุโมทนาและชื่นชมกับทุกท่าน<br />
ที่มีส่วนร่วมเผยแผ่สนับสนุนและส่งเสริม<br />
การจัดพิมพ์คัมภีร์บาลีสัททาวิเสส<br />
วัดท่ามะโอ ลำปาง<br />
วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์<br />
วัดจากแดง พระประแดง สมุทรปราการ<br />
วัดหาดใหญ่สิตาราม หาดใหญ่ สงขลา</p>
<p>วัดพิชยญาติการาม คลองสาน ฝั่งธนบุรี<br />
วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี<br />
สถาบันบาลีพุทธโฆส มจร  สามพราน นครปฐม นำโดย<br />
รองศาสตราจารย์ ดร. พระเทพสุวรรณเมธี<br />
รองศาสตราจารย์ ดร. เวทย์ บรรณกรกุล</p>
<p>มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ วัดสระเกศ</p>
<p>สมาคมบาลีปกรณ์ อังกฤษ<br />
มหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา<br />
มหาวิทยาลัยบริสโตล อังกฤษ<br />
กลุ่มญาติโยมผู้ใจบุญชักชวนกันทำบุญสร้างคัมภีร์สัททาวิเสส<br />
นำโดยผู้นำบุญและคณะผู้มีจิตสัทธาวงการต่างๆ<br />
รวมถึงพระ สามเณร และญาติโยม<br />
ที่อุทิสเวลา ทุนทรัพย์ ร่างกายและจิตวิญญาณ<br />
ท่อง บ่น ภาวนา ทบทวน ทรงจำ เรียน กล่าว และบอก<br />
พระบาลี<br />
&#8212;&#8212;-</p>
<p>ข้อค้นพบสั้นๆ จากการศึกษา “พุทธภาษิต”<br />
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในคัมภีร์ “มหาวงศ์”<br />
ต้องน้อมกราบถวายมุทิตาจิตต่อ<br />
“พระพุทธทัตตะ มหาเถระ”<br />
พระสงฆ์รูปนี้ เป็นผู้แต่งคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี<br />
อรรถกถาขยายความคัมภีร์พุทธวงศ์โดยตรง</p>
<p>พระอาจารย์ท่านเป็น “พระอรรถกถาจารย์”<br />
รุ่นเดียวกับ “พระพุทธโฆสะ” พระอรรถกถาจารย์ชื่อก้องของวงการบาลีศึกษา<br />
ท่านพุทธทัตตะ เป็นนักปราชญ์สายพระไตรปิฎกศึกษา<br />
มีผลงานวิชาการสำคัญคือ<br />
๑. คัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี<br />
๒. คัมภีร์อภิธรรมาวตาร<br />
๓. คัมภีร์รูปารูปวิภาค<br />
๔. คัมภีร์วินยวินิจฉัย<br />
๕. คัมภีร์อุตตรวินิจฉัย</p>
<p>ท่านพุทธทัตตะ เป็นชาวเมืองอุรคปุระ อินเดียใต้ แห่งชมพูทวีป<br />
มีชีวิตอยู่ประมาณ พ.ศ. ๙๔๐-๑๐๐๐ ถ้านับจากปี ๒๕๖๒<br />
ก็ประมาณ ๑,๖๐๐ ปีในอดีต</p>
<p>ท่านจำพรรษาและแต่งคัมภีร์บาลีไว้ที่สำนักเรียนวัดภูตมังคลคาม รัฐโจละ<br />
อินเดียใต้ และท่านได้เดินทางไปศึกษาวิทยาการวิจัยบาลีชั้นสูงเพิ่มเติม<br />
ที่เมืองอนุราธปุระ เกาะสิงหล ก่อนพระอรรถกถาจารย์ชื่อดัง “พระพุทธโฆสะ”</p>
<p>ท่านพุทธทัตตะได้ศึกษาคัมภีร์บาลีที่สำนัก “มหาวิหาร” เมืองอนุราธปุระ เกาะสิงหล<br />
แต่ไม่ได้ “ปริวรรต” คัมภีร์อรรถกถาซึ่งแต่เดิมจดจารด้วยความหวงแหนไว้ในใบลานที่ “มหาวิหาร” เมืองอนุราธปุระ และเข้าใจว่ายังมีกระจัดกระจายตามวัดสำคัญต่างๆ บนเกาะสิงหล</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>มีหลักฐานค้นพบเพิ่มเติมว่า ท่านพุทธทัตตะ ขณะเดินทางมาเล่าเรียนคัมภีร์พุทธศาสนาบาลีอักษรสิงหล ได้แต่ง “วิทยานิพนธ์” ทำวิจัยเอาไว้ ๓ หัวข้อ คือ<br />
๑. คัมภีร์ชินาลังการ<br />
๒. คัมภีร์ทันตธาตุนิทาน และ<br />
๓. คัมภีร์โพธิวงศ์</p>
<p>&#8212;&#8212;</p>
<p>พอแต่งคัมภีร์ ๓ เล่มแล้วเสร็จ และศึกษาบาลีสิงหลระยะหนึ่ง ท่านก็เดินทางกลับอินเดียใต้ทางเรือ ระหว่างทางที่พักในหมู่เกาะกลางทะเล ได้พบกับ “พระพุทธโฆสะ” ซึ่งเดินทางจาก “พุทธคยา”<br />
และสวนทางกัน ท่านได้เล่าให้ท่านพุทธโฆสะมหาเถระฟังว่า ท่านได้แต่งคัมภีร์สำคัญๆ คือชินาลังการ ทันตธาตุนิทาน และโพธิวงศ์ สำเร็จแล้ว ยังเหลือแต่อรรถกถา และฎีกา ขอฝากเป็นภาระธุระของท่านพุทธโฆสะมหาเถระและคณะด้วย  ขอให้ “ปริวรรต” คัมภีร์ต่างๆ เช่น  “ธัมมปทัฏฐกถา” จากอักษรสิงหลเป็นอักษรบาลีสากลที่ชาวพุทธเถรวาทสามารถเรียนรู้ได้ง่ายกว่าเดิม สะดวกกว่าเดิม และคล่องตัวกว่าเดิม แล้วขอให้รว่มกับคณะทำงานตั้งทีมงานรวบรวมคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาอักษรสิงหลแล้วปริวรรตและแต่งแปลกลับสู่ภาษาบาลีด้วย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลังจากแยกทางกัน ต่อมาพระมหาเถระพุทธโฆสะได้เดินทางต่อไปยังเกาะสิงหล แล้วได้ตั้งคณะทำงานช่วยกัน “ปริวรรต” และ “เรียบเรียง” คัมภีร์อรรถกถาที่เป็นอักษรสิงหลกลับสู่ภาษาบาลีที่เป็นสากลจำนวนมาก และท่านพุทธโฆสะได้ยกย่อง “คัมภีร์ชินาลังการ” ที่แต่งโดยท่านพุทธทัตตะว่าเป็นคัมภีร์ที่มีความไพเราะลึกซึ้งมาก</p>
<p>&#8212;&#8212;-<br />
ปฐมเหตุการณ์เกิดมีคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินีขึ้นในชมพูทวีป<br />
ท่านพุทธทัตตะได้กล่าวไว้ในตอนต้นคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินีว่า “ท่านพุทธสีหะ” ได้อาราธนานิมนต์ให้ท่านพุทธทัตตะแต่งคัมภีร์นี้ขึ้นมา ตามประวัติท่านพุทธสีหะเป็นชาวสิงหลและเดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์เอกเรียนพระปริยัติกับท่านพุทธทัตตะ และได้รับยกย่องจากท่านพุทธทัตตะว่าท่านพุทธสีหะเป็นผู้ยินดีในพระสัทธรรมโดยเคารพ และรุ่งเรืองด้วยคุณมีศีลเป็นต้น</p>
<p>ตอนท้ายของคัมภีร์ ท่านพุทธทัตตะมหาเถระ คัมภีร์นี้แต่งจนแล้วเสร็จที่ “วัดกาเวริปัฏฏนวิหาร” ตั้งอยู่ริมท่าน้ำของแม่น้ำกาเวริ มีน้ำเต็มเปี่ยมตลอดเวลา เป็นสถานที่รื่นรมย์ สบายตา สบายใจ สงบ เงียบสงัด น่าพำนักพักอาศัย เป็นสัปปายะ อยู่ทางอินเดียใต้  และให้ข้อมูลไว้ว่า “ท่านกฤษณะหาสะ” หรือ “กัณหหาสะ” พราหมณ์ที่นับถือพุทธศาสนาได้สร้างเอาไว้ ท่านพราหมณ์ใจบุญสุนทาน พูดจาไพเราะ อ่อนหวาน เป็นสาธุชนคนดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>วัตถุประสงค์การแต่งคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินี มี ๓ ข้อ<br />
๑. เพื่อให้คำสอนของพระชินพุทธเจ้ายังโทษที่ร้ายแรงของปวงชนให้สูญสลายหายไปโดยพระบาลีตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน</p>
<p>๒. เพื่อให้ผู้แต่งคือท่านพุทธทัตตะได้รับบุญกุสลและเจริญด้วยบุญกุศล<br />
๓. เพื่อให้มหาชนมีสัทธาเลื่อมใสในพระบาลีสืบไป</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&#8212;&#8212;-</p>
<p>ประเด็นวิจัยที่เป็น “ข้อค้นพบ” จากคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินีที่สำคัญๆ มี ๘ ประเด็นหลัก<br />
๑. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “อายุ” แตกต่างกัน<br />
๒. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “ความสูงต่ำของร่างกาย” แตกต่างกัน<br />
๓. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “ตระกูล”  แตกต่างกัน<br />
๔. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “ความเพียรพยายาม” แตกต่างกัน<br />
๕. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “รัศมีพระวรกาย” แตกต่างกัน<br />
๖. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “ยานพาหนะที่ใช้ขณะออกผนวช” แตกต่างกัน<br />
๗. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้” แตกต่างกัน<br />
๘. พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์มี “บัลลังก์แท่นประทับที่ตรัสรู้” แตกต่างกัน</p>
<p>&#8212;&#8212;</p>
<p>การสร้างคัมภีร์มธุรัตถวิลาสินีเป็นอักษรไทย<br />
หลังคัมภีร์ถือกำเนิดขึ้นเป็นภาษาบาลีเมื่อ ๑,๖๐๐ ปีก่อนแล้ว ก็ได้เผยแพร่ไปตามประเทศต่างๆ ที่มีการจัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เป็นเครื่องเชิดชูเกียรติท่านพุทธทัตตะมหาเถระผู้แต่งว่าเป็น “นักปราชญ์สำคัญ” ในวงการบาลี พระไตรปิฎกศึกษา เป็นวรรณกรรมภาษาบาลีที่มีคุณค่าและคุณภาพที่สำคัญอย่างยิ่ง เมืองสยามเองได้รับเอาคัมภีร์บาลีชุดนี้ไว้นานมากแล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผย และเผยแพร่ เพราะจดจารจารึกเอาไว้ในใบลานโดยใช้ “อักษรขอม” จดจาร มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ได้ยืมคัมภีร์จาก “วัดบวรนิเวศ” โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า มีพระเมตตากรุณาให้ยืมมาเป็นต้นฉบับปริวรรตเป็นอักษรไทย ปรากฏว่าเป็นอักษรขอมทั้งหมด ๑๔ ผูก จำนวน ๓๓๐ ลานครึ่ง ชำระเป็นอักษรไทยโดย อาจารย์ สุรัส กาญจนพบู ป.ธ. ๙ สอบทานแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ใช้เวลา ๑ ปี จึงปริวรรตได้สำเร็จ พิมพ์เป็น “หนังสืออักษรบาลีไทย” ได้จำนวน ๕๔๗ หน้า และตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นการสืบสานต่องานของ “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ได้ทรงริเริ่มไว้  นับเป็น “อรรถกถาภาษาบาลี” ที่ชาวไทยได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เพิ่มเติมอีก ๑ คัมภีร์</p>
<p>&#8212;&#8212;-</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>๒๓๙. ความสำเร็จไม่มีลางบอกเหตุ ความล้มเหลวไม่มีนิมิตหมาย</title>
		<link>https://www.druthit.com/1396-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 11 Sep 2019 04:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวสาร กิจกรรม งานต่างๆ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1396</guid>

					<description><![CDATA[๑๑.๙.๒๕๖๒ ข้ออรรถ ข้อธรรม “ความสำเร็จไม่มีลางบอกเหตุ ความล้มเหลวไม่มีนิมิตหมาย” อุทิส ศิริวรรณ เขียน  &#8212;&#8212;- เรื่องราวที่จะยกมาเป็น “กรณีศึกษา” คนสู้ชีวิตต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของ “ปาโบล เอสโกบาร์” มหาเศรษฐีเจ้าของฉายา “ราชาโคเคน” ที่ติดอันดับ ๗ มหาเศรษฐีของโลกติดๆ กันถึง ๗ ปี ตั้งแต่ปี ๑๙๘๗-๑๙๙๓ ขณะอายุน้อยมากเพียงแค่ ๓๘-๔๔ ปี ในไทย เราอาจไม่คุ้นเคย คุ้นหูชื่อของชายคนนี้ แต่ที่นิวยอร์ก ชื่อเสียงของเขาโด่งดังมาก คนในวงการธุรกิจรู้จักเขาดี จากสินค้าชื่อดังของเขา ซึ่งยังคงขายดิบขายดีกระทั่งถึงบัดนี้ นั่นคือ “โคเคน” ซึ่งเหนือชั้นกว่า “กัญชา” &#8212;&#8211; ทุกวันนี้ ผมครุ่นคิดว่า “ทุกความสำเร็จ มีลางบอกเหตุชัดเจนหรือไม่” คำตอบคือ “ไม่มี” ทุกวันนี้คนเรามี “ช่วงแห่งชีวิต” คล้ายคลึงกัน เรียนหนังสือ ทำงาน แต่งงาน หรือไม่แต่งงาน มีครอบครัว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #ff0000;"><strong>๑๑.๙.๒๕๖๒</strong></span><strong><br />
<span style="color: #ff0000;">ข้ออรรถ ข้อธรรม</span><br />
<span style="color: #ff0000;">“ความสำเร็จไม่มีลางบอกเหตุ</span><br />
<span style="color: #ff0000;">ความล้มเหลวไม่มีนิมิตหมาย”</span></strong></span></h1>
<h2><em><span style="color: #000080;"><strong>อุทิส ศิริวรรณ<br />
<img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1203" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg" alt="" width="350" height="350" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg 350w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /><br />
</strong></span></em><span style="color: #0000ff;"><strong><span style="color: #800000;">เขียน </span><br />
&#8212;&#8212;-</strong></span></h2>
<p>เรื่องราวที่จะยกมาเป็น<br />
“กรณีศึกษา” คนสู้ชีวิตต่อไปนี้<br />
เป็นเรื่องราวของ “ปาโบล เอสโกบาร์”<br />
มหาเศรษฐีเจ้าของฉายา “ราชาโคเคน”<br />
ที่ติดอันดับ ๗ มหาเศรษฐีของโลกติดๆ กันถึง ๗ ปี<br />
ตั้งแต่ปี ๑๙๘๗-๑๙๙๓ ขณะอายุน้อยมากเพียงแค่ ๓๘-๔๔ ปี<br />
ในไทย เราอาจไม่คุ้นเคย คุ้นหูชื่อของชายคนนี้<br />
แต่ที่นิวยอร์ก ชื่อเสียงของเขาโด่งดังมาก คนในวงการธุรกิจรู้จักเขาดี</p>
<h2><span style="color: #0000ff;"><strong>จากสินค้าชื่อดังของเขา ซึ่งยังคงขายดิบขายดีกระทั่งถึงบัดนี้<br />
นั่นคือ “โคเคน” ซึ่งเหนือชั้นกว่า “กัญชา”<br />
&#8212;&#8211;</strong><strong><br />
</strong></span><br />
<span style="color: #0000ff;">ทุกวันนี้ ผมครุ่นคิดว่า</span><br />
<span style="color: #0000ff;">“ทุกความสำเร็จ มีลางบอกเหตุชัดเจนหรือไม่”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">คำตอบคือ “ไม่มี”</span></h2>
<p><span style="color: #0000ff;">ทุกวันนี้คนเรามี “ช่วงแห่งชีวิต” คล้ายคลึงกัน</span></p>
<h2><span style="color: #0000ff;">เรียนหนังสือ</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ทำงาน</span><br />
<span style="color: #0000ff;">แต่งงาน </span><span style="color: #0000ff;">หรือไม่แต่งงาน</span><br />
<span style="color: #0000ff;">มีครอบครัว </span><span style="color: #0000ff;">หรือไม่มีครอบครัว</span><br />
<span style="color: #0000ff;">เป็นหนี้สิน </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">เพื่อ</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ซื้อรถ</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ซื้อบ้าน </span><br />
<span style="color: #0000ff;">ซื้อที่</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ซื้อกิจการ</span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">เก็บออมเงินสด เป็นต้น</span></h2>
<p><span style="color: #0000ff;">แต่คำถามคือ </span><br />
<span style="color: #0000ff;">“ความสำเร็จ มีลางบอกเหตุหรือไม่?”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ข้อค้นพบคือ “ไม่มี”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">แต่ “เป้าหมาย” ที่นำพาชีวิตไปสู่ “ความสำเร็จ” มี</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ทว่าก่อนจะค้นหาจนค้นพบ “ความสำเร็จ”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ท่านต้องตอบอีกคำถามให้ได้เสียก่อนว่า</span><br />
<span style="color: #0000ff;">“ทุกความล้มเหลว มีนิมิตหมายหรือไม่?”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">คำตอบที่ยืนยันได้ชัดเจนคือ “ไม่มี”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">แต่ “สัญญาณ” ที่บ่งชี้ว่าจะนำพาชีวิตไปพบกับสภาวะ</span><br />
<span style="color: #0000ff;">“เจ๊ง-เจ็บ-จน” พอมีให้เห็นอยู่</span></p>
<hr />
<p><span style="color: #0000ff;">ปาโบล เอสโกบาร์ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">“ราชาโคเคน”</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">มีคติประจำใจว่า</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">All Empires Are Created of Fire and Blood</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ทุกราชอาณาจักรสร้างขึ้นมาด้วยไฟและเลือด</span></p>
<h2><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></h2>
<p><span style="color: #0000ff;">เขาเกิดที่โคลอมเบีย ละแวกเดียวกับบราซิล เวเนเซอูล่า และเปรู ในทวีปอเมริกาใต้</span><br />
<span style="color: #0000ff;">รักอิสระ ชอบที่จะเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่วัยเด็ก ทว่าสิ่งที่เขาเลือกเดินทาง คือ “หลงผิด” ตั้ง “เป้าหมาย” ชีวิตเอาไว้ผิดตั้งแต่แรก </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เริ่มต้นจากลักขโมยขุดเอาป้ายและหีบศพจากหลุมศพเอาไปขายคนยากคนจนด้วยกัน ในราคาที่ย่อมเยากว่าซื้อของใหม่</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"> หลังจากพอมีเงินทุนรอน ก็เปลี่ยนอาชีพไปทำธุรกิจลักพาตัว และเรียกค่าไถ่คนรวย </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">รวมถึงอาชีพที่ “สามัญชน” ไม่กระทำ อย่างเช่น “หวยปลอม” ”บุหรี่เถื่อน” “ลักขโมยรถ” สารพัดอาชีพที่ “อาชญากร” นิยม “ก่ออาชญากรรม” กระทำและปฏิบัติ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นายปาโบล เอโกบาร์ ลงมือทำทุกอาชีพ ขอเพียงให้ได้ “เงินสด” มาใช้จ่ายในแต่ละวัน </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เขาก็ไม่เกี่ยง และไม่เลือกงาน ด้วยเหตุนี้ นายเอสโกบาร์ จึงมีเงินสดให้ใช้เยอะแยะมากมาย ตั้งแต่อายุน้อยๆ สมัยเป็นวัยรุ่น</span></p>
<h2><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span><br />
<span style="color: #0000ff;">พออายุย่างเข้า ๒๖ ปี ก็มี “มืออาชีพ”  ชักชวนเขาค้าขายทำธุรกิจ “การค้าระหว่างประเทศ” ให้ “ผลิตและจัดจำหน่าย” สินค้าที่ราคาแพงที่สุดและนิยมเสพมากที่สุด ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ชิคาโก แอลเอ บอสตัน วอชิงตันดีซี เป็นอาทิ สินค้าดังกล่าวเรียกว่า “โคเคน” </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">โดยนายปาโบล มีแหล่งวัตถุดิบคือ “ใบโคคา” จากประเทศต้นทางคือ “เปรู”  </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">เขาคิดค้นและทำวิจัยโดยใช้ “ห้องแล็บปฏิบัติการ” ว่าจ้าง “นักปรุงโคเคน” มืออาชีพ จำนวนมากถึง ๑๙ คน ผลิตสินค้าชื่อดังก้องโลก “โคเคน” แล้วส่งไปจัดจำหน่าย วางขายยังประเทศต่างๆ ที่มีลูกค้าเสพ “โคเคน” รวมถึงประเทศไทยด้วย </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">สหรัฐอเมริกา ถือเป็น “ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด” ของเขา ว่ากันว่าเท่าที่แอบลักลอบนำไปวางจำหน่ายประมาณ ๘๐ ตันต่อวันนั้น ขายได้จริงเพียงแค่ ๑๕ ตัน ที่เหลืออีก ๖๕ ตัน ถูกจับกุมยึดเอาไว้ได้ทั้งหมด </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">แต่เพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ กิโลกรัม หรือ ๑๕ ตันต่อวัน เท่านี้ก็สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้แก่เขาแล้ว</span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">ระหว่างที่เขามีอายุ ๓๘-๔๔ ปี นิตยสาร “ฟอร์บส์” ได้จัดอันดับให้เขาติดทำเนียบมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งร่ำรวยที่สุด เป็นอันดับ ๗ ของโลก ติดต่อกันถึงปี ๒๕๓๖ รวม ๗ ปีซ้อน </span></h2>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">“โคเคน” ทำรายได้ให้เขาดีมาก สูงถึงวันละ ๒,๑๔๒ ล้านบาท (สองพัน หนึ่งร้อย สี่สิบสอง ล้านบาท) หรือเฉลี่ยปีละ ๗๘๑,๐๐๐ ล้านบาท (เจ็ดแสน แปดหมื่น หนึ่งพัน ล้านบาท)</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"> ข้อมูลทางลับโดยซีไอเอ หรือหน่วยสืบราชการลับสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าเขาใช้วิธี “ฝังเงินสด” ไว้ตามหลุมฝังดินต่างๆ ๑๐๐ แห่งเศษ และแต่ละแห่ง “ฝังเงิน” เอาไว้ ประมาณ ๑๗,๕๐๐ &#8211; ๓๐,๕๐๐ ล้านบาท </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ในสายตาของรัฐบาลโคลอมเบีย เขาคือ “ราชาโคเคน” มีหมายจับ เป็นที่ต้องการตัวของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลประเทศโคลอมเบีย</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แต่ความที่เขามี “เงินสด” มากมายในมือจำนวนมหึมามหาศาล เขาจึงต่อรองกับทางรัฐบาลโคลอมเบีย ขอจำคุกตนเองในเรือนจำที่เขาลงทุนสร้างขึ้นมาขังตัวเอง </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">โดยคุกดังกล่าวมีโซนย่างบาร์บีคิว สนามกีฬาคือสนามฟุตบอล และที่พักตากอากาศ คล้ายรีสอร์ตมากกว่าเรือนจำ ขณะสร้างเรือนจำเขามีอายุเพียงแค่ ๔๒ ปีเท่านั้น </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ธุรกิจโคเคน เป็นสาเหตุให้เขาฆ่าคนตายจำนวนมากมายมหาศาลถึง ๔,๐๐๐ คน เป็นไปตามหลักการของเขาคือจะเอา “เงินสด” หรือ “ลูกปืน” แทน </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">จากสถิติดังกล่าวพบว่า คนจำนวนมากถึง ๔ พันคนเศษ เลือกที่จะหักหลังเขา และรับเอา “ลูกปืน” แทน “เงินสด”</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8211;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ปาโบล ก็เหมือน “มนุษย์ปุถุชน” คือ “คนธรรมดาทั่วไป” เขารักและหวงแหนลูกสาวของเขามาก  </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ครั้งหนึ่งระหว่างหลบหนีการไล่ล่าตัวจากตำรวจชุดจับกุมผู้ค้ายาเสพติด เขาติดอยู่บนเขาสูงชันกับลูกสาว ให้บังเอิญว่านางเป็นโรคอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เมื่อหายารักษาบนภูผาสูงชันไม่ได้ เขาก็ควานเอาสิ่งที่อยู่ใกล้มือคือเงินดอลลาร์สหรัฐ จำนวน ๒ ล้านเหรียญคือประมาณ ๖๐ ล้านบาทไทย เอามาเผาก่อกองไฟให้ร่างกายลูกสาวอบอุ่น เพื่อถนอมชีวิตลูกสาวเอาไว้</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">นอกจากนี้ เขายังใช้แนวคิด “พระเดช พระคุณ” ทำการสังคมสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ในโคลอมเบีย ด้วยการสร้างที่พักอาศัย สนามฟุตบอล โรงเรียน </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ประมาณการว่าเงินที่เขานำมาช่วยเหลือรากหญ้าทั่วประเทศโคลอมเบีย มากยิ่งกว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้เสียอีก</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"> ทุกวันนี้ ยังมี “ภาพ” ของเขาติดไว้กราบไหว้บูชาตามบ้านคนยากจนยากไร้ต่างๆ ทั่วประเทศโคลอมเบีย ซึ่งนับถือและมองเขาว่าคล้ายดั่งพ่อพระ หรือโรบินฮู้ดขื่อก้อง</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
<h2>ทว่าถึงที่สุดแล้ว</h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">“เงินซื้อทุกสิ่งไม่ได้”</span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">ครั้งหนึ่งเขาเคยเจรจากับรัฐบาลโคลอมเบีย ขอ “ชำระหนี้สิน” ให้ทางรัฐบาลโคลอมเบีย เป็นเงินสด ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว ๓ แสนล้านบาทไทย </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">แต่ทางรัฐบาลโคลอมเบียเลือกรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกาแทน </span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">ข้อเสนอเขาจึงถูกปฏิเสธ และตีตกไป</span></h2>
<p>และเขาก็ถูกไล่ล่าเป้าหมายคือจับเป็นหรือจับตาย</p>
<p>————</p>
<p><span style="color: #0000ff;">“เงินสดมีมากมาย จนไม่รู้จะรักษาเอาไว้อย่างไร?”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ความที่เงินสดจากการค้าโคเคนมีจำนวนเยอะแยะมากมาย </span><br />
<span style="color: #0000ff;">นอกจากจะถูก “หนูแทะ” และ “น้ำท่วม” จมหายไปกับสายน้ำหลายแห่งแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เขาเองก็ “จำ” เงินแทบไม่หวาดไม่ไหว วงการอื่น จะค่อยๆ นับเงินสดที่เป็นเงินรายได้</span><span style="color: #0000ff;">จนนิ้วมือล็อกบ้าง  นิ้วมือด้านบ้าง  </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แต่ระบบนับเงินสดของ “ราชาโคเคน” คนนี้</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ไม่เหมือนใครอื่น เขาใช้วิธีนับเงินใหม่ด้วยระบบนวัตกรรมที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง นั่นคือนับเงินสดโดย “ชั่งกิโล” เหมือนชั่งหนังสือพิมพ์ขาย </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">และแต่ละเดือน เขาต้องเสียเงินซื้อ “หนังยาง” เดือนละ ๙ หมื่นบาทเศษ เพื่อ “รัด” เงินสดเอาไว้ มิให้กระจัดกระจาย </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
<h2><span style="color: #0000ff;">“หนีอะไรก็หนีได้ แต่หนีกรรมไปไม่พ้น เป็นไปตามกฎแห่งกรรม”</span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">ราชาโคเคน อาจไม่ได้ศึกษาคำสอนศาสนาลึกซึ้ง </span><br />
<span style="color: #0000ff;">จึงไม่เชื่อใน “หลักกฎแห่งกรรม” ว่า “ทำชั่วย่อมได้ชั่ว”</span></h2>
<h2><span style="color: #0000ff;">สุดท้าย “ดวงวิญญาณ ๔ พันกว่าชีวิต” ก็มาทวง “วิญญาณ” ออกจากร่างเขาไป</span><span style="color: #0000ff;">ในขณะที่อายุได้เพียงแค่ ๔๔ ปี ในปี ๒๕๓๖</span><br />
<span style="color: #0000ff;">หรือเมื่อ ๒๖ ปีก่อน </span></h2>
<h1><span style="color: #0000ff;">โดยเขาถูก “สังหาร” อย่างโหดเหี้ยม</span><br />
<span style="color: #0000ff;">จากตำรวจชุดปราบปรามเกี่ยวกับยาเสพติดของรัฐบาลโคลอมเบีย</span></h1>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">วันที่เขาตาย ประมาณกันว่า มีเงินสดในมือประมาณ ๑.๐๑๘ ล้าน ล้านบาทไทย</span><br />
<span style="color: #0000ff;">หรือประมาณ ๓ หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เรื่องราวของเขา ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อดังในเวลาต่อมา</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ในหลายภาษา ชื่อ “Paradise Lost” </span><br />
<span style="color: #0000ff;"><a style="color: #0000ff;" href="https://www.youtube.com/watch?v=V-cMEKf-PiA">https://www.youtube.com/watch?v=V-cMEKf-PiA</a></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">เล่าเรื่องนายปาโบล เอสโกบาร์ยาวๆ </span><br />
<span style="color: #0000ff;">เป็นคติเตือนใจว่า</span><br />
<span style="color: #0000ff;">“รวยได้ด้วยความทุจริต</span><br />
<span style="color: #0000ff;">สุดท้าย “มัจจุราช” ก็จะปลิดชีวิตเอาไป</span><br />
<span style="color: #0000ff;">เสวยกรรมในนรกต่อเนื่องและยาวนาน”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">เป็นไปตามกฎแห่งกรรมข้อที่ว่า</span><br />
<span style="color: #0000ff;">“ยาทิสํ วปเต พีชํ  ตาทิสํ ลภเต ผลํ</span><br />
<span style="color: #0000ff;">กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ”</span><br />
<span style="color: #0000ff;">“บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น</span><br />
<span style="color: #0000ff;">บุคคลทำความดี ย่อมได้รับความดี</span><br />
<span style="color: #0000ff;">ส่วนบุคคลทำความชั่ว ย่อมได้รับความชั่ว”</span></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>อยากตายจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขและสันติสุข</strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>คติผม </strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>อย่าทำบาป อย่าทำกรรมที่ให้ผลเร่าร้อน</strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>และเดือดร้อนใจในภายหลัง</strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>ยากดีมีจน อย่าฉ้อ อย่าฉล </strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>อย่าคด อย่าโกง อย่าต้มตุ๋น </strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>อย่าลวง อย่าล่อ </strong></span></em><br />
<em><span style="color: #993300;"><strong>อย่าหลอก เอาเงินคนที่สุจริตมากินมาใช้ </strong></span></em></p>
<p><em><span style="color: #993300;"><strong>หาไม่แล้ว ชีวิตจะไม่ตายดี</strong></span></em><br />
<em><span style="color: #993300;"><strong>เยี่ยง “ราชาโคเคน” นายปาโบล เอสโกบาร์</strong></span></em></p>
<h1><strong><span style="color: #ff0000;">นี่คือ “กฎแห่งกรรม”  </span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">ที่พอหาอ่านได้ ไม่ยาก ในยุคดิจิทัล</span></strong></h1>
<p><span style="color: #0000ff;">&#8212;&#8212;</span></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>๒๓๖. ทำดีเอาหน้า  สร้างภาพเอาเงิน</title>
		<link>https://www.druthit.com/%e0%b9%92%e0%b9%93%e0%b9%95-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 16 Aug 2019 06:54:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1359</guid>

					<description><![CDATA[๑๖.๘.๒๕๖๒ ข้ออรรถ ข้อธรรม “ทำดีเอาหน้า สร้างภาพเอาเงิน” อุทิส ศิริวรรณ เขียน &#8212;&#8212;&#8211; &#160; คนที่ใจบุญสุนทาน จิตใจจะคิดเพียงว่า “ให้” ดังนั้น คนที่ใจบุญสุนทาน พอทำบุญทำทานระยะหนึ่ง จะประสบพบพานกลุ่มคนที่เป็นปุถุชน ทั้งประเภท “เอาหน้า” และ “เอาเงิน” เป็นเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมา  นับพันนับหมื่นปี ผู้รู้จึงสอนให้คนที่ชอบทำบุญทำทาน “วิจัย คัดเลือก เลือกเฟ้นแล้ว จึงทำทาน” สอนให้เกิด “หิริ ความละอาย” และ “โอตตัปปะ เกรงกลัวต่อบาป” อย่าทำตัวเป็นคนปราศจากหิริโอตตัปปะ อย่าทำตัวเป็น “คนกล้าเพียงดังกา” คือ “คล้ายกับอีกา” ไปไหนมาไหน ก็พูดพล่าม “ของกู ของกู” เดินตามหาแต่ “เงิน”  เปล่งเสียงร้องระงมรอบสารทิศว่า “เงินอยู่ไหน เงินอยู่ไหน” การทำบุญทำทานอันประกอบด้วยปัญญา คือการระลึกรับรู้ถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ของผู้ให้ ของผู้รับ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #800080;">๑๖.๘.๒๕๖๒</span><br />
<span style="color: #800080;">ข้ออรรถ ข้อธรรม</span><br />
<span style="color: #800080;">“ทำดีเอาหน้า </span><br />
<span style="color: #800080;">สร้างภาพเอาเงิน”</span></h2>
<h2><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1203" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg" alt="" width="350" height="350" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg 350w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /><br />
<span style="color: #800080;">อุทิส ศิริวรรณ</span><br />
<span style="color: #800080;">เขียน</span><br />
<span style="color: #800080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h3>คนที่ใจบุญสุนทาน<br />
จิตใจจะคิดเพียงว่า “ให้”<br />
ดังนั้น คนที่ใจบุญสุนทาน<br />
พอทำบุญทำทานระยะหนึ่ง<br />
จะประสบพบพานกลุ่มคนที่เป็นปุถุชน<br />
ทั้งประเภท “เอาหน้า” และ “เอาเงิน”<br />
เป็นเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมา  นับพันนับหมื่นปี</h3>
<h3>ผู้รู้จึงสอนให้คนที่ชอบทำบุญทำทาน</h3>
<h3>“วิจัย คัดเลือก เลือกเฟ้นแล้ว จึงทำทาน”<br />
สอนให้เกิด “หิริ ความละอาย” และ “โอตตัปปะ เกรงกลัวต่อบาป”<br />
อย่าทำตัวเป็นคนปราศจากหิริโอตตัปปะ<br />
อย่าทำตัวเป็น “คนกล้าเพียงดังกา”<br />
คือ “คล้ายกับอีกา”</h3>
<h3>ไปไหนมาไหน ก็พูดพล่าม “ของกู ของกู”<br />
เดินตามหาแต่ “เงิน”  เปล่งเสียงร้องระงมรอบสารทิศว่า</h3>
<h3>“เงินอยู่ไหน เงินอยู่ไหน”</h3>
<h3>การทำบุญทำทานอันประกอบด้วยปัญญา<br />
คือการระลึกรับรู้ถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ของผู้ให้ ของผู้รับ และของที่จะทำบุญให้ทาน<br />
ผู้ให้ก็หมั่นระลึกถึงกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน<br />
ผู้รับก็หมั่นระลึกถึงกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน<br />
ของที่จะทำบุญทำทาน ก็เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน</h3>
<h3>แต่น้อยรายจะคิดอ่านเช่นนี้ได้<br />
ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสแต่เพียงว่า<br />
อานิสงส์ของทาน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้รับ<br />
มีผู้รู้ขยายความไว้ว่า ถ้า “ผู้ให้” และ “ผู้รับ”<br />
เป็นเพียง “นามรูป” ที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา<br />
การทำบุญทำทาน ก็เป็นศูนย์<br />
ไม่มีผลใดๆ ต่อผู้ให้ทาน<br />
เพราะผู้รับ เป็นเพียงแค่ “นามรูป” ที่แปรปรวนตามกระแสไตรลักษณ์</h3>
<h3>อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา<br />
การทำบุญให้ทาน<br />
ย่อมทำให้ “ผู้ให้” ไม่เกิดปีติและสุข</h3>
<h3>ซ้ำร้ายอาจ “เลิก” ไม่ทำบุญทำทาน ตลอดไป</h3>
<h3>สู้เก็บ “เงิน” ไว้ทำแต่ “ทาน”<br />
ที่แม้จะได้บุญน้อย หรือไม่ได้บุญใดๆ<br />
เช่นเลี้ยงแมว เลี้ยงสุนัข</h3>
<h3>แต่ทว่า “สบายใจ” และ “เบาใจ” ดีกว่าให้ “คน”</h3>
<h3>ปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๖<br />
“ย่าเหล” เลยเป็น “หมา” ตัวโปรดของพระองค์</h3>
<h3>ปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๙<br />
“ทองแดง” เลยเป็น “หมาวัด” ที่ยกระดับเป็น “หมาวัง”</h3>
<h3>เพราะเหตุผลเดียวคือ “ซื่อสัตย์” แปลตรงตัวว่า “จริง”</h3>
<h3>ในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท เรื่องสามาวดี</h3>
<h3>มีอรรถาอธิบายไว้ชัดเจนว่า</h3>
<h3>“มนุษย์ปากอย่างใจอย่าง”</h3>
<h3>ทว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย</h3>
<h3>“ปากกับใจตรงกัน”</h3>
<h3>แปลว่า “ต่อหน้า” และ “ลับหลัง” ก็ตรง<br />
ไม่เอาดีใส่ตัว ไม่เอาชั่วโยนให้คนอื่น</h3>
<h3>ไม่ปากพูดอย่าง ไม่ทำอีกอย่าง</h3>
<h3></h3>
<h3>คนที่ปากกับใจตรงกัน</h3>
<h3>ผมถึงย้ำหนักหนาว่า</h3>
<h3>เวลานี้  “เป็นบุคคลหาได้ยาก” ในโลก</h3>
<h3>&#8212;&#8212;-</h3>
<p>ในสมัยของพระกุสันธพุทธเจ้า<br />
“ทูสีมาร” ได้ปองร้ายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์<br />
ด้วยดวงจิตที่เต็มไปด้วยความหมั่นไส้ อิจฉาริษยา<br />
เห็นว่า “พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์” มีระดับจิตสูงกว่าและวาระจิตเหนือกว่าตน<br />
ทว่าเมื่อทุ่มเททำซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วก็ยังไม่สำเร็จ<br />
จึงได้เข้าสิงเด็กชายคนหนึ่ง แล้ว “สั่งจิต” ให้เด็กชายลงมือ<br />
ขว้างก้อนหินใส่พระอรหันต์นามว่า “วิธุระ”<br />
ซึ่งเดินตามหลัง “พระกกุสันธพุทธเจ้า” จนศีรษะแตกเลือดไหลนอง</p>
<p>ด้วย “บาปกรรม” เช่นที่ว่านี้<br />
ทำให้ “ทูสีมาร” ต้องบังเกิดใน “อเวจีมหานรก” ในทันทีทันใด</p>
<p>เป็น “กรณีศึกษา” ว่า แทนที่ “ทูสีมาร” จะได้ฉลองชัยชนะในบาปที่ทำ<br />
กลับต้องได้รับ “ทุกข์ทรมาน” “ทุกข์ยาก” และ “ตกระกำลำบาก”<br />
จากบาปที่ทำ กรรมที่ก่อ</p>
<h3>แม้ว่า “ทูสีมาร” จะเป็น “พญามาร” มีอำนาจเหนือมารทั้งหลายทั้งปวง<br />
ทว่า “อเวจีมหานรก” ซึ่งเป็นขุมนรกชั้นต่ำที่สุดใน ๓๑ ภูมิ<br />
“พญามาร” อย่าง “ทูสีมาร” ต้องหมอบราบคาบ สยบอยู่ใต้เท้า<br />
“นายนิรยบาล” ผู้คุมกฎ</h3>
<h3>สะท้อนความจริงว่า<br />
ไม่ว่าตนจะอยู่ในสถานะใด เพศใด<br />
เพศบรรพชิต หรือเพศคฤหัสถ์<br />
“บาปที่ทำ กรรมที่ก่อ”<br />
ย่อมตามสนองผู้ทำบาป ไม่ช้าก็เร็ว</h3>
<h3>&#8212;&#8212;</h3>
<p>เป็นเรื่องน่าแปลกว่า<br />
“คนทั้งหลาย” ส่วนใหญ่มักจะ “ทำบาป” และ “ทำกรรม”<br />
ที่ให้ผล “เผ็ดร้อน” และ “เร่าร้อน” แก่ตนเอง<br />
ในที่แจ้ง และที่ลับ</p>
<h3>เพราะคิดว่าทำแล้วตนจะได้รับความสุขสบาย</h3>
<h3>คนผู้หนึ่ง อาจลงมือฆ่าเอง หรือบงการผู้อื่นให้ลงมือฆ่า<br />
อาจยักยอก ทุจริต คอรัปชัน ออกปาก แสวงหา “เงิน”<br />
โดยอ้างการเป็น “ตัวแทนจัดการ” หรือ “นายหน้า” หรือ “คนจัดอีเวนต์”<br />
และอาจพร้อมให้การในศาล ยัดเยียด ปรักปรำ ใส่ร้าย ใส่ความผู้อื่นในศาล<br />
หรืออาจ “พูด” ในที่ลับหลัง ทำความ “เสื่อมเสีย”  “มัวหมอง” และ “เสียหาย”<br />
แก่ผู้อื่น หรือใช้ “อำนาจ” สั่งการ ให้ผู้อื่น “เดือดร้อน” ด้วยการกระทำของตนเอง<br />
โดยคิดว่าทำแล้ว ตนเองจะได้เงิน ได้เงินแค่จำนวนไม่มากแล้ว<br />
กลับต้อง “มัวหมอง” และ “เสียผู้เสียคน” เพราะเงินจำนวนไม่มาก<br />
ต้องถูกฟ้อง ถูกร้อง ร้องทุกข์กล่าวโทษ<br />
หลายคนเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เรียกรับ “เงินทอง” จากอำนาจและหน้าที่<br />
ทว่าเมื่อ “เงิน” ที่ได้รับ ไม่เป็นไปโดยชอบ ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่มีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ<br />
สุดท้าย ก็จบชะตาชีวิตลง ด้วยความ “โทมนัส”<br />
สิ่งที่หวังก็ไม่ได้<br />
สิ่งที่ได้ก็ไม่ดี<br />
สิ่งที่ไม่คิด ก็บังเกิด<br />
สิ่งที่คิด ก็กลายเป็นอื่น</h3>
<h3>เวลานี้ หลายคน ที่ดิ้นรน ไขว่คว้า วิ่งเต้น<br />
แสวงหา “ตำแหน่ง” “อำนาจ” และ “เงินตรา”<br />
ทว่าสุดท้าย “ตำแหน่ง” “อำนาจ” และ “เงินตรา”<br />
กลายเป็น “ขุยไผ่” ฆ่า “ต้นไผ่”<br />
คือ “คน” ที่ยังเป็น “ปุถุชน”<br />
&#8212;&#8212;<br />
ผู้ที่ดวงจิตเป็น “พุทธะ” จะฝึกและรักษา “ดวงจิต” มิให้เป็นจิตที่มีโทสะเป็นมูลเหตุ (โทสมูลจิต)<br />
จะเฝ้าคอยระมัดระวังจิต ควบคุมการกระทำ มิให้ถูกสั่งบังคับด้วยความไม่พอใจ เรียกว่า “โทมนัสสสหรคต”<br />
กลายเป็นดวงจิตประกอบด้วยความขัดเคือง (ปฏิฆสัมปยุตต์) แบ่งเป็น ๒ ดวงคือ ไม่มีการชักนำ (อสังขาริก) และมีการชักนำ (สสังขาริก)</h3>
<h3>การทำบุญทำทานใดๆ ให้ระมัดระวังและฝึกหัด ควบคุม กายวาจา และจิต อย่าให้การทำบุญทำทานตกอยู่ภายใต้จิตที่มีโทสะเป็นเหตุ อันได้แก่ ความโกรธ ความหมั่นไส้ ความอิจฉาริษยา ความกังวลว่าทำแล้วจะไม่ได้เงินตามที่ต้องการ ความอยากได้เงินจำนวนมาก  ความอยากได้เงินจนเกินพอดี การทำตัวกล้าประดุจกา ปราศจากยางอาย ขอเพียงรีดไถให้ได้เงิน ตามที่ตัวเองอยากได้ตามใจอยาก ทั้งที่ “กินแรง” คนอื่น อย่างเห็นได้ชัด การที่ทำงานสร้างภาพประจบสอพลอเอาหน้า ต่อหน้าสาธารณะก็สร้างภาพว่า “ทำบุญทำทาน” แต่พอลับหลังคน ทวงเงินยิกๆ ถี่และบ่อย จนน่ารำคาญ ยิ่งกว่าขอทานเมืองแขก โดยละเลยหลัก “เห็นการณ์ไกล” คบกันระยะยาว มากกว่ามองเห็นเงินก้อนเล็กๆ ระยะสั้น</h3>
<p>&nbsp;</p>
<h3>&#8212;&#8212;</h3>
<h3>
คนที่ “ทำบุญทำทาน” แล้วได้ผลดี คือคนที่ทำตามหลักการ “ปุญญาภิสังขาร” มุ่งทำบุญทำทาน ไม่ทำดีเอาหน้า ไม่สร้างภาพ ไม่เอา “ผลงาน” คนอื่นๆ องค์กรอื่นๆ มาเป็นของตนเอง โดยเข้าข่ายลักษณะ “หน้าเงิน” และ “หน้าด้าน” ไร้ยางอาย คนที่ “ทำบุญทำทาน” ตามหลัก “ปุญญาภิสังขาร” มุ่งทำให้ “รูป” และ “นาม” บริสุทธิ์ และมีผลทำให้ “ปฏิสนธิจิต” ยกระดับอยู่ในเพดานบินที่สูง ทำให้ได้ภพชาติที่ดี เครือข่ายที่ดี พวกพ้องที่ดี บริวารที่ดี หน้าที่การงานที่ดี มีอำนาจที่ดี มีวาสนาที่ดี มีตำแหน่งที่ดี เป็น “วิบากกรรม” ฝ่ายอกุสล คิดและทำบุญใดๆ ก็สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ มีพวกพ้อง “มนุษย์เทวดา” ฝ่ายสัมมาทิฐิ ช่วยคิดอ่าน ช่วยทำ ช่วยกันลงขัน คนละไม้คนละมือ จนกระทั่งการทำบุญทำทานแต่ละโครงการ สำเร็จ บังเกิดมรรคผล ตามที่จิตมีสัทธาอันแรงกล้า</h3>
<h3></h3>
<h3>ส่วนคนที่มุ่งทำบุญทำทาน เป้าหมายลึกๆ ในใจที่ซ่อนเร้นไว้มิดชิดคือ มุ่ง “เอาหน้า” และ “เอาเงิน” สุดท้าย “อปุญญาภิสังขาร” อันประกอบด้วย “โลภมูลจิต ๘ ดวง” และ “โทสมูลจิต ๒ ดวง” ก็มีผล ไม่ส่งผลในวันนี้ ก็ส่งผลในวันหน้า</h3>
<h3>ไม่เร็วก็ช้า ไม่เนิ่นนาน ก็จะบังเกิดผล คิดอ่านลงทุนทำการใดๆ ตริตรองตัวเลขจนละเอียด ต่อรองขอเอายศ ขอเอาตำแหน่ง สุดท้าย “เงินที่ลงทุน” ก็เสื่อมสูญ คำพูดคำจา คนก็ไม่เชื่อถือ  เครดิตที่เคยมีสั่งสม พอตนเองหมกมุ่นกับ “อปุญญาภิสังขาร” ดวงจิตประกอบด้วย “โลภมูลจิต ๘ ดวง” และ “โทสมูลจิต ๒ ดวง”  ยศที่คาดหวัง ก็ไม่ได้ ตำแหน่งที่คาดคิด ก็กลายเป็นของคนอื่น วันทั้งวัน ก็พัวพัน หมกมุ่น มัวหมองกับ คนโลภ และคนโกรธ</h3>
<h3>คนที่เป็น “มนุษย์เทวดา” จะกำหนดจิตรำลึกนึกถึงกุสลคือการทำบุญทำทานที่ตนและผู้อื่นช่วยกันทำอยู่เป็นนิตย์ พอจิตน้อมรำลึกนึกถึงการทำบุญทำทาน จิตก็เกิดปีติเอิบอิ่ม เป็นเหตุให้เกิดความสงบ ความสุข และจิตรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว คิดเห็นไปว่าการได้ “จ่ายเงิน” สำหรับคนที่ “ขอ” ถือว่าเป็นการฝึกหัด อบรมจิต มิให้ “เค็ม-เหนียว-เขี้ยว-เบี้ยว” และมองว่าได้ฝึกจิตและฝึกตน ให้อยู่เหนือระดับคนที่ “เอาหน้า” และคนที่ “เอาเงิน”</h3>
<h3>&#8212;&#8212;<br />
บทสรุป<br />
จะคิดอ่าน ทำการใดๆ<br />
ไม่ว่าจะอยู่วงการใดๆ<br />
ให้ถามตัวเอง ตลอดเวลาว่า</h3>
<h3>จะทำบุญทำทาน เพียงเพื่อ “เอาหน้า” หรือ “เอาเงิน”<br />
หรือจะ “เอาดี” เข้าตัว และ “เอาชั่ว” ออกจากตัวให้หมดจด ?</h3>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>๒๓๓. เทคโนโลยีสั่นสะเทือนทุกวงการ</title>
		<link>https://www.druthit.com/%e0%b9%92%e0%b9%93%e0%b9%93-%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2019 05:26:58 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1331</guid>

					<description><![CDATA[บทความที่ ๒๓๓ &#8220;เทคโนโลยีสั่นสะเทือนทุกวงการ Technology Disruption&#8221; &#8212;&#8211; ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ &#8212;&#8211; ผมสนใจ มอง &#8220;โลก&#8221; กว้างๆ พยายามไม่จำกัดแค่ &#8220;สยาม&#8221; ซึ่งยังคงวนเวียนอยู่กับ กลุ่มคน &#8220;ขี้ขโมย&#8221; &#8220;ขอทาน&#8221; &#8220;ปรสิต&#8221; คล้ายสมัยสงครามเย็น ยุคที่คอมมิวนิสต์และทุนนิยม ปะทะกันดุเดือดในช่วงกึ่งพุทธกาล &#8212;&#8212;- วันนี้ &#8220;ความเชื่อ&#8221; กำลังถูกเทคโนโลยี &#8220;สั่นสะเทือน&#8221; อย่างน้อย ๒ เทคโนโลยี Robot เทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ disrupt สั่นสะเทือน ทุกวงการ ในยุคนี้ แต่เมืองไทย ยังคงวนเวียน &#8220;แก้&#8221; และ &#8220;รื้อ&#8221; กฎหมาย ออก &#8220;กฎหมาย&#8221; เอื้อประโยชน์ พวกตน และพวกพ้อง ! &#8212;&#8212;- [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><img decoding="async" class="alignnone  wp-image-1203" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg" alt="" width="226" height="226" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg 350w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 226px) 100vw, 226px" /></h1>
<h1><strong><span style="color: #800000;"><br />
บทความที่ ๒๓๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800000;">&#8220;เทคโนโลยีสั่นสะเทือนทุกวงการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800000;">Technology Disruption&#8221;</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #800000;">&#8212;&#8211;</span></strong></h1>
<p>๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒</p>
<p>&#8212;&#8211;</p>
<p>ผมสนใจ มอง &#8220;โลก&#8221; กว้างๆ<br />
พยายามไม่จำกัดแค่ &#8220;สยาม&#8221;<br />
ซึ่งยังคงวนเวียนอยู่กับ<br />
กลุ่มคน &#8220;ขี้ขโมย&#8221; &#8220;ขอทาน&#8221;<br />
&#8220;ปรสิต&#8221; คล้ายสมัยสงครามเย็น<br />
ยุคที่คอมมิวนิสต์และทุนนิยม<br />
ปะทะกันดุเดือดในช่วงกึ่งพุทธกาล</p>
<p>&#8212;&#8212;-</p>
<p>วันนี้ &#8220;ความเชื่อ&#8221;<br />
กำลังถูกเทคโนโลยี &#8220;สั่นสะเทือน&#8221; อย่างน้อย ๒ เทคโนโลยี<br />
Robot เทคโนโลยีหุ่นยนต์<br />
AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์<br />
disrupt สั่นสะเทือน<br />
ทุกวงการ<br />
ในยุคนี้</p>
<p>แต่เมืองไทย<br />
ยังคงวนเวียน<br />
&#8220;แก้&#8221; และ &#8220;รื้อ&#8221; กฎหมาย<br />
ออก &#8220;กฎหมาย&#8221; เอื้อประโยชน์<br />
พวกตน และพวกพ้อง !</p>
<p>&#8212;&#8212;-</p>
<p>ยุคนี้ เป็นยุคที่ &#8220;หุ่นยนต์&#8221; ผงาด<br />
ปัญญาประดิษฐ์ กำลังเติบโตแบบพุ่งพรวดพราด</p>
<p>หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์<br />
กำลังทดแทน &#8220;คนจริง&#8221;</p>
<p>อนาคต ตามวัดวาอารามต่างๆ<br />
อาจมีแต่ &#8220;หุ่นยนต์&#8221; พระ &#8220;หุ่นยนต์&#8221; สามเณร<br />
&#8220;หุ่นยนต์&#8221; แม่ชี<br />
&#8220;หุ่นยนต์&#8221; รปภ. คนงานวัด</p>
<p>ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ<br />
อนาคต อาจเห็น<br />
&#8220;อาจารย์หุ่นยนต์&#8221;</p>
<p>เพราะข้อดีคือ<br />
หุ่นยนต์ ไม่ต้องการสวัสดิการ<br />
ไม่ต้องการ ค่าจ้าง<br />
ไม่ต้องการค่าตอบแทน<br />
ไม่ต้องการการลาพักร้อน การลาหยุด<br />
การรักษาพยาบาล<br />
กระทั่่ง การดูแลรักษาสวัสดิการ หลังเกษียณอายุ</p>
<p>แพทย์<br />
ทนายความ<br />
วิศวกร<br />
นักบริหาร<br />
ดร.<br />
นักบัญชีชั้นสูง<br />
พนักงานโรงงาน<br />
พนักงานสำนักงานต่างๆ<br />
ต่างกำลังตกเป็น &#8220;เป้าสังหาร&#8221;<br />
ของหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์</p>
<p>Adidas ประกาศว่า<br />
จะผลิต &#8220;รองเท้า&#8221; ในเยอรมันและสหรัฐอเมริกา<br />
แทนที่จะเป็นไทย จีน หรือเวียดนาม</p>
<p>บริษัทฟอกซ์คอนน์<br />
ได้สั่งซื้อ &#8220;หุ่นยนต์&#8221; ๑ ล้านตัว<br />
มาแทนที่คนงาน ๓ ล้านคนแล้ว<br />
เพื่อผลิตสินค้าหลักส่ง Apple</p>
<p>ที่สิงคโปร์ วงการค้าขาย<br />
กำลังพูดถึง หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์<br />
ไม่ต่างจากที่ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา</p>
<p>&#8212;&#8212;-</p>
<p>วงจรชีวิต<br />
-แต่งงาน<br />
-มีลูก<br />
-หาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเรียน<br />
-หาครูดี คนสอนเก่งๆ ค่าตัวแพง ๆ ติวเข้ม<br />
-หามหาวิทยาลัยดีๆ ให้เรียน<br />
-หางานดีๆ ทำ<br />
-อดออม ออมทรัพย์<br />
-ไม่เป็นหนี้สิน<br />
-ลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น</p>
<p>กำลังถูกสั่นสะเทือนด้วย<br />
&#8220;หุ่นยนต์&#8221; และ &#8220;ปัญญาประดิษฐ์&#8221;</p>
<p>ยุค Gen B ใช้ได้ผล<br />
พอถึงยุค Gen Z<br />
กลายเป็น &#8220;ความเชื่อ&#8221; ที่ล้าสมัย !!!</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>๒๓๒. ข้ออรรถ ข้อธรรม “ปรสิต ขี้ขโมย และขอทาน”</title>
		<link>https://www.druthit.com/%e0%b9%91%e0%b9%97-%e0%b9%95-%e0%b9%92%e0%b9%95%e0%b9%96%e0%b9%92-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%96-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2019 04:55:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1327</guid>

					<description><![CDATA[&#160; บทความที่ ๒๓๒ ๑๗.๕.๒๕๖๒ ข้ออรรถ ข้อธรรม “ปรสิต ขี้ขโมย และขอทาน” อุทิส ศิริวรรณ เขียน &#8212;&#8212;- ผมพูดเสมอๆ ว่า “แพ้เป็นโจร ชนะเป็นเจ้า” จะเอาชนะคนอาสัตย์อาธรรม์ได้ทุกวันนี้ นอกจากมือจะต้องไม่มีแผลแล้ว ยังต้องมี “ความคิดความอ่าน” ที่รู้เท่าทัน “กลุ่มคนที่มีปืน” “กลุ่มคนที่มีอำนาจ” ซึ่งนวนิยายเรื่อง Atlas Shrugged เรียกกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์ “ชนะเป็นเจ้า” แยกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ปรสิต กลุ่ม ๒ คือ ขี้ขโมย กลุ่ม ๓ คือ ขอทาน แนวคิด คน ๓ กลุ่มนี้ น่าสนใจ เพราะกำลังแพร่หลายในประเทศที่เผด็จการ มีอำนาจ ยุคนี้เป็นยุคที่ ตัวกู พวกกู ถูก ตัวมึง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&nbsp;</p>
<p><img decoding="async" class="alignnone wp-image-1212" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o.jpg" alt="" width="208" height="208" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o.jpg 1600w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-768x768.jpg 768w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1024x1024.jpg 1024w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 208px) 100vw, 208px" /></p>
<h1>บทความที่ ๒๓๒</h1>
<h1><span style="color: #000080;">๑๗.๕.๒๕๖๒</span><br />
<span style="color: #000080;">ข้ออรรถ ข้อธรรม</span><br />
<span style="color: #000080;">“ปรสิต ขี้ขโมย และขอทาน”</span><br />
<span style="color: #000080;">อุทิส ศิริวรรณ</span><br />
<span style="color: #000080;">เขียน</span><br />
<span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></h1>
<h2><span style="color: #000080;">ผมพูดเสมอๆ ว่า</span><br />
<span style="color: #000080;">“แพ้เป็นโจร ชนะเป็นเจ้า”</span><br />
<span style="color: #000080;">จะเอาชนะคนอาสัตย์อาธรรม์ได้ทุกวันนี้</span><br />
<span style="color: #000080;">นอกจากมือจะต้องไม่มีแผลแล้ว</span><br />
<span style="color: #000080;">ยังต้องมี “ความคิดความอ่าน”</span><br />
<span style="color: #000080;">ที่รู้เท่าทัน “กลุ่มคนที่มีปืน” “กลุ่มคนที่มีอำนาจ”</span><br />
<span style="color: #000080;">ซึ่งนวนิยายเรื่อง Atlas Shrugged เรียกกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์</span><br />
<span style="color: #000080;">“ชนะเป็นเจ้า” แยกออกเป็น ๓ กลุ่ม</span><br />
<span style="color: #000080;">กลุ่มแรก คือ ปรสิต</span><br />
<span style="color: #000080;">กลุ่ม ๒ คือ ขี้ขโมย</span><br />
<span style="color: #000080;">กลุ่ม ๓ คือ ขอทาน</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">แนวคิด คน ๓ กลุ่มนี้ น่าสนใจ เพราะกำลังแพร่หลายในประเทศที่เผด็จการ</span><br />
<span style="color: #000080;">มีอำนาจ</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ยุคนี้เป็นยุคที่</span><br />
<span style="color: #000080;">ตัวกู พวกกู ถูก</span><br />
<span style="color: #000080;">ตัวมึง พวกมึง ผิด</span><br />
<span style="color: #000080;">นี่คือ “สัจธรรม” ที่บัณฑิตและสาธุชน</span><br />
<span style="color: #000080;">พึงทราบ รอบคอบ และอย่าประมาท</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ทุกวงการ น่าสะพรึงกลัว ยิ่งนัก</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ตัวกู พวกกู ชั่วแสนชั่วแค่ไหน ก็ถูกทุกข้อ</span><br />
<span style="color: #000080;">ตัวมึง พวกมึง ดีแสนดีแค่ไหน ก็ผิดไปหมด</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">สุดท้าย ไม่ติดคุก ก็ไม่มีแผ่นดินจะอยู่</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ร้อนระอุ ทุกหย่อมหญ้า</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ผมได้แค่ “สื่อสาร”</span><br />
<span style="color: #000080;">ความเจ็บแค้นของ “ราษฎร” “พสกนิกร”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ที่เป็นเดือดเป็นแค้น เจ็บช้ำน้ำใจ</span><br />
<span style="color: #000080;">แทนครูบาอาจารย์ พวกพ้อง พี่น้องที่</span><br />
<span style="color: #000080;">เดือดร้อนจาก “ปืนจี้” และเอา “กฎหมาย”</span><br />
<span style="color: #000080;">บังคับ ลงโทษ เล่นงาน คนกลุ่มที่ไม่ใช่ “พวกกู”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ปรสิต  ในประเทศเผด็จการ เวลานี้</span><br />
<span style="color: #000080;">วางตัวดี มาดดี ผู้ดี พูดจาดูดี มีสกุล</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ได้ใช้ “ทฤษฎีสมคบคิด” ร่วมกันคิดอ่าน</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ร่วมกับกลุ่ม “คนมีสี” และกลุ่ม “คนจน” “คนว่างงาน” คนไม่มีงาน”</span><br />
<span style="color: #000080;">“คนตกงาน” “คนแก่” ที่พอยังมีไฟ บางกลุ่ม</span><br />
<span style="color: #000080;">ผ่าน “ระบบราชการ” ที่มี “ช่องโหว่” และ “จุดอ่อน”</span><br />
<span style="color: #000080;">รวมถึง “สภาวะรัฐล้มเหลว” เนื่องจาก “พรรคการเมืองต่างๆ”</span><br />
<span style="color: #000080;">แตกสามัคคี มัวแต่กระหายอำนาจ แก่งแย่ง แย่งชิงอำนาจ ไม่มีใครยอมใคร</span><br />
<span style="color: #000080;">เลยเกิดสภาวะ” ตาอินตานาทะเลาะกัน” แล้ว “ตาอยู่” เอาปืนจี้</span><br />
<span style="color: #000080;">เอารถเข็น เข็นคนแก่ ประคองมาประชุมกันตาม “ทฤษฎีสมคบคิด” ออกกฎหมาย</span><br />
<span style="color: #000080;">ยึดครอง “อำนาจ” ยาวนาน ๒๐ ปี เป็นอย่างน้อย</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">กอปรกับ “ชนในชาติ” อ่อนน้อม อ่อนโยน อ่อนแอและยอมให้ “คนมีปืน” และ “คนมีอำนาจ”</span><br />
<span style="color: #000080;">ร่วมกัน “ปล้น” เอา “ผลประโยชน์ชาติ” ไปเป็นของตนแบบ</span><br />
<span style="color: #000080;">“ด้านได้ อายอด”</span><br />
<span style="color: #000080;">“เอาดีใส่ตัว เอาชั่วโยนให้คนอื่น”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">พสนกนิกร และสมณชีพราหมณ์จึงเดือดร้อน ทุกหย่อมหญ้า</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span><br />
<span style="color: #000080;">ในโลกยุคดิจิทัล มีหนังสือเล่มหนึ่ง เขียนขึ้นสมัยกึ่งพุทธกาล</span><br />
<span style="color: #000080;">ถึงปัจจุบันก็ยังคงทันสมัย</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ผมอ่านจบไปแต่เมื่อครั้งอยู่ที่นิวยอร์ก</span><br />
<span style="color: #000080;">ทุกวันนี้จากนิวยอร์กมากว่า ๒๐ ปี</span><br />
<span style="color: #000080;">เนื้อหาสาระของหนังสือนวนิยายเล่มนี้</span><br />
<span style="color: #000080;">ยังคง “ทันสมัย” และ “อัพเดต” ตลอดเวลา</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ไอน์ แรนด์ นักปรัชญาเศรษฐศาสตร์</span><br />
<span style="color: #000080;">ผู้เขียน “Atlas Shrugged” เกิดที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย</span><br />
<span style="color: #000080;">ในปี ๒๔๔๘</span><br />
<span style="color: #000080;">เธอได้เคยเห็นเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซีย ขณะเป็นวัยรุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">พรรคบอลเซวิกส์ ได้ยึดเอาทุกสิ่งทุกอย่าง</span><br />
<span style="color: #000080;">ที่พ่อเธอสร้างเอาไว้ไปจนหมดสิ้น</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ต่อมาในปี  ๒๔๖๙ เธอลี้ภัยไปใช้ชีวิตที่นิวยอร์ก</span><br />
<span style="color: #000080;">การที่เธอได้เห็นทั้งระบบคอมมิวนิสต์และระบบทุนนิยม</span><br />
<span style="color: #000080;">ทำให้เธอมี “มุมมอง ๒ มิติ”</span><br />
<span style="color: #000080;">เธอได้วิจารณ์นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตก</span><br />
<span style="color: #000080;">และนักเศรษฐศาสตร์ยึดติด “ทฤษฎีฟองสบู่” ว่า</span><br />
<span style="color: #000080;">“พวกเขามีอิสรภาพที่จะหลีกเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริง&#8230;</span><br />
<span style="color: #000080;">แต่พวกเขายากจะก้าวข้าม “เหวลึก” ที่ตนปฏิเสธเรื่อยมาว่าไม่มีจริง&#8230;”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ไอน์ แรนด์ เปรียบเทียบ “ข้าราชการ” และ “ทหาร” ที่ยึดเอา</span><br />
<span style="color: #000080;">ทรัพย์สินที่คนอื่นหามาได้ด้วยการใช้อำนาจรัฐบังคับโดยนัยคือ</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">“เอาปืนจี้” กดหัวให้คนยอม ไม่กล้าต่อสู้ เพราะกลัวติดคุกและกลัวตาย</span><br />
<span style="color: #000080;">และข้าราชการตลอดถึงคนมีสีเหล่านี้ใช้อำนาจโดยอ้าง “กฎหมาย”</span><br />
<span style="color: #000080;">ยึดเอาทรัพย์สินที่ประชาชนหามาได้ยากเย็นแสนเข็ญแทบเป็นแทบตาย</span><br />
<span style="color: #000080;">ด้วย “ปืน”  และออก “กฎหมาย” ที่เอื้อต่อการ “ยึดทรัพย์” ประชาชน</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ไอน์ แรนด์ เรียกข้าราชการและคนมีสีเหล่านี้ว่า “ขี้ขโมย”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">และยังได้เปรียบเทียบ เรียก “กลุ่มคน” ที่รวมตัวกันในนาม</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">“คนยากคนจน” “คนไม่มีที่ทางทำกิน” “คนไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง” ว่า</span><br />
<span style="color: #000080;">“ขอทาน” โดยแรนด์บรรยายว่า “ขอทาน” ไม่มีความสามารถในการผลิต</span><br />
<span style="color: #000080;">จึงเรียกร้องเอา “ความมั่งคั่ง” ของผู้ผลิตมาเป็นของกลุ่มและพวกพ้องตนเอง</span><br />
<span style="color: #000080;">พวกเขาไม่พอใจความสามารถและศักยภาพของผู้ผลิต และคอยพร่ำพูดเรื่อง</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">“สิทธิทางศีลธรรมของพลเมือง” พร้อมๆ กับการฉวยโอกาสจากรัฐบาลโดย</span><br />
<span style="color: #000080;">“ถูกต้องตามกฎหมาย”  และแรนด์ยังมองว่ามีคนอีกจำพวก กลายร่างเป็น “ปรสิต” วางท่า วางตัวเป็น “คนดีเด่นดังด้านศีลธรรม” และ “คนดีเด่นดังด้านสติปัญญา”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">คนเหล่านี้จะร่วมมือกับ “ขี้ขโมย” และ “ขอทาน” เสนอให้รัฐที่มีอำนาจปกครองจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง เพื่อเอามาเลี้ยงคนจนในรูปแบบของเงินสวัสดิการ เสนอให้จัดตั้งสหภาพแรงงาน และเสนอให้รัฐบาลเป็นเจ้าของกิจการที่ผูกขาดทั้งหมด เรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่าย งบประมาณภาครัฐ เพื่อประโยชน์ตกถึงแก่ “ปรสิต” “ขี้ขโมย” และ “ขอทาน” เสนอการวางแผนภาครัฐ กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ และจัดการสรรแบ่งปันประโยชน์ ให้ตกแก่ “ขี้ขโมย” และ “ขอทาน”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">ไอน์ แรนต์ เผยแพร่หนังสือ Atlas Shrugged ในช่วง “กึ่งพุทธกาล” ตรงกับปี ๒๕๐๐ หรือเมื่อ ๖๒ ปีก่อน</span><br />
<span style="color: #000080;">หนังสือเล่มนี้ถูกโจมตีอย่างหนักตั้งแต่ช่วงแรกที่วางขาย ทว่าถึงปัจจุบันได้กลายเป็นหนังสือคลาสสิก</span><br />
<span style="color: #000080;">ผู้คนพูดถึงหนังสือเล่มนี้ว่า “เป็นหนังสือที่มีความสำคัญรองลงมาจากคัมภีร์ไบเบิล”</span></h2>
<h2><span style="color: #000080;">รายละเอียดหนังสือโดยสังเขป</span></h2>
<h2><a href="http://www.asianefficiency.com/books/atlas-shrugged-by-ayn-rand/">http://www.asianefficiency.com/books/atlas-shrugged-by-ayn-rand/</a></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2></h2>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>๒๓๑. คอลัมน์ ข้ออรรถ ข้อธรรม</title>
		<link>https://www.druthit.com/%e0%b9%92%e0%b9%93%e0%b9%91-%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%96-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%98/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2019 04:50:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1324</guid>

					<description><![CDATA[๒๓๑. ข้ออรรถ ข้อธรรม &#8220;มหัศจรรย์ &#8211; ปาฏิหาริย์ &#8211; อานุภาพ&#8221; อุทิส ศิริวรรณ &#8212;&#8212; ผมสนใจ &#8220;ความเฮง&#8221; และค้นพบว่า &#8220;มโนกรรม&#8221; มีความสัมพันธ์กับ &#8220;มหัศจรรย์ &#8211; ปาฏิหาริย์ &#8211; อานุภาพ&#8221; &#8212;&#8211; &#160;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>๒๓๑.<br />
ข้ออรรถ ข้อธรรม<br />
&#8220;มหัศจรรย์ &#8211; ปาฏิหาริย์ &#8211; อานุภาพ&#8221;</p>
<p>อุทิส ศิริวรรณ<br />
&#8212;&#8212;<br />
ผมสนใจ &#8220;ความเฮง&#8221;<br />
และค้นพบว่า<br />
&#8220;มโนกรรม&#8221; มีความสัมพันธ์กับ<br />
&#8220;มหัศจรรย์ &#8211; ปาฏิหาริย์ &#8211; อานุภาพ&#8221;<br />
&#8212;&#8211;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>230.  เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น ตอน ๒๐</title>
		<link>https://www.druthit.com/230-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%95/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 May 2019 09:19:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1313</guid>

					<description><![CDATA[๒๓๐. เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น ตอน ๒๐ จิตใจญี่ปุ่น เรียนรู้แบบตะวันตก อุทิส ศิริวรรณ เขียน ๘.๕.๒๕๖๒ &#8212;&#8211; วัฒนธรรมญี่ปุ่น วิเคราะห์ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าเกิดจากการหลอมรวม ๒ คำสอนเข้าด้วยกัน กล่าวคือ &#8220;คำสอนพุทธศาสนา&#8221; กับ &#8220;คำสอนขงจื๊อ&#8221; เมื่อ &#8220;บูรณาการ&#8221; ๒ สิ่งเข้าด้วยกัน จึงมีอิทธิพล ส่งผลให้คนญี่ปุ่น มีจิตสำนึกเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมประเพณีแบบญี่ปุ่น มีแบบแผนแบบญี่ปุ่น มีนิสัยแบบญี่ปุ่น และมีมรรยาทแบบญี่ปุ่น รวมถึงมี &#8220;ความคิดอ่าน&#8221; แบบญี่ปุ่น ที่น่าสนใจศึกษาเรียนรู้ในประเด็น &#8220;สร้างคนให้มีคุณภาพ&#8221; แบบมาตรฐานของญี่ปุ่น หลังญี่ปุ่นเปิดประเทศเมื่อสิ้นยุคโชกุน ในสมัยเมจิ ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๔๑๑-๒๔๕๕ การปฏิรูปในสมัยเมจิ รัฐบาลญี่ปุ่น มีแนวคิด มีเป้าหมายนำ &#8220;วัฒนธรรมตะวันตก&#8221; มาประยุกต์ใช้ ปรับการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่นให้มีความทันสมัย และมีการทบทวน &#8220;วัฒนธรรมญี่ปุ่น&#8221; โดยเฉพาะ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1><strong><span style="color: #ff0000;">๒๓๐. เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น ตอน ๒๐</span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">จิตใจญี่ปุ่น เรียนรู้แบบตะวันตก</span></strong></h1>
<h1></h1>
<h3><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1203" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg" alt="" width="350" height="350" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit.jpg 350w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/03/druthit-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 350px) 100vw, 350px" /><br />
<strong><span style="color: #333399;"><em>อุทิส ศิริวรรณ</em></span></strong><br />
<strong><span style="color: #333399;"><em>เขียน</em></span></strong></h3>
<h3><strong><span style="color: #333399;"><em>๘.๕.๒๕๖๒</em></span></strong></h3>
<h1>&#8212;&#8211;</h1>
<h1><strong><span style="color: #ff0000;">วัฒนธรรมญี่ปุ่น วิเคราะห์ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">พบว่าเกิดจากการหลอมรวม ๒ คำสอนเข้าด้วยกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">กล่าวคือ &#8220;คำสอนพุทธศาสนา&#8221; กับ &#8220;คำสอนขงจื๊อ&#8221;</span></strong></h1>
<h1><span style="color: #000080;">เมื่อ &#8220;บูรณาการ&#8221; ๒ สิ่งเข้าด้วยกัน</span><br />
<span style="color: #000080;">จึงมีอิทธิพล ส่งผลให้คนญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">มีจิตสำนึกเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">มีวัฒนธรรมประเพณีแบบญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">มีแบบแผนแบบญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">มีนิสัยแบบญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">และมีมรรยาทแบบญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">รวมถึงมี &#8220;ความคิดอ่าน&#8221; แบบญี่ปุ่น</span><br />
<span style="color: #000080;">ที่น่าสนใจศึกษาเรียนรู้ในประเด็น</span><br />
<span style="color: #000080;">&#8220;สร้างคนให้มีคุณภาพ&#8221; แบบมาตรฐานของญี่ปุ่น</span></h1>
<h1><span style="color: #993300;">หลังญี่ปุ่นเปิดประเทศเมื่อสิ้นยุคโชกุน ในสมัยเมจิ</span><br />
<span style="color: #993300;">ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๔๑๑-๒๔๕๕</span><br />
<span style="color: #993300;">การปฏิรูปในสมัยเมจิ รัฐบาลญี่ปุ่น มีแนวคิด</span><br />
<span style="color: #993300;">มีเป้าหมายนำ &#8220;วัฒนธรรมตะวันตก&#8221; มาประยุกต์ใช้</span><br />
<span style="color: #993300;">ปรับการบริหารจัดการแบบญี่ปุ่นให้มีความทันสมัย</span><br />
<span style="color: #993300;">และมีการทบทวน &#8220;วัฒนธรรมญี่ปุ่น&#8221; โดยเฉพาะ</span><br />
<span style="color: #993300;">ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม</span><br />
<span style="color: #993300;">โดยปรับให้เป็นแบบตะวันตกที่ทันสมัยแบบเร่งด่วน</span><br />
<span style="color: #993300;">มีผลทำให้สังคมญี่ปุ่นเกิดสภาวะ</span><br />
<span style="color: #993300;">&#8220;การตื่นตระหนกทางวัฒนธรรม&#8221;</span><br />
<span style="color: #993300;">ทำให้คนญี่ปุ่นรวมตัวกันมีปฏิกิริยาต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตกในวงกว้าง</span></h1>
<h1><span style="color: #993300;">ทว่าหลังพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒</span><br />
<span style="color: #993300;">ญี่ปุ่นจำต้องรับความช่วยเหลือจากทางสหรัฐอเมริกา</span><br />
<span style="color: #993300;">เนื่องจากได้รับความบอบช้ำจากสงครามมาก</span><br />
<span style="color: #993300;">โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจทำให้ญี่ปุ่นฟื้นฟูประเทศได้รวดเร็ว</span><br />
<span style="color: #993300;">ส่งผลให้ &#8220;อุตสาหกรรม&#8221; ฟื้นตัวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทันสมัย</span></h1>
<h1><span style="color: #993300;">ความทันสมัยแบบอเมริกันทำให้ญี่ปุ่นหลงใหลใฝ่ฝัน</span><br />
<span style="color: #993300;">ส่งผลให้วิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่</span><br />
<span style="color: #993300;">เกิดการสูญเสียขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่มากมาย</span></h1>
<h1></h1>
<h1>ฮิเดโตชิ อูเมกิ (๒๕๕๘) หน้า ๓๐-๓๕ ได้ระบุถึง &#8220;อิทธิพลต่างชาติในแดนอาทิตย์อุทัย&#8221;<br />
หนังสือเรื่อง &#8220;Sakura&#8221; เรื่องเล่าของญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น เพื่อคนไทย สรุปว่า</h1>
<h1><em><span style="color: #ff0000;"><strong>สิ่งที่ญี่ปุ่นรับเข้ามาจากต่างประเทศและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง</strong></span></em><br />
<em><span style="color: #ff0000;"><strong>มี ๖ ด้านหลัก อันประกอบด้วย</strong></span></em></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๑. การปฏิรูปด้านศิลปะ จากเดิมเน้นงานหัตถรรม ฝีมือ เช่น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">จัดสวนแบบญี่ปุ่น ชงชาแบบญี่ปุ่น เครื่องปั้นดินเผาแบบญี่ปุ่น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ก็มีการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา มีการสร้างการ์ตูนมังงะ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">อุตสาหกรรมการ์ตูนแอนนิเมชัน เกมคอนโซล ฯลฯ</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๒. การปฏิรูปด้านอาหาร เช่น &#8220;ราเม็ง&#8221; รับเอาอิทธิพลจากจีน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">&#8220;แกงกะหรี่ญี่ปุ่น&#8221; รับเอาอิทธิพลจาก &#8220;สตูว์&#8221; ของอังกฤษ</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๓. การปฏิรูปด้านดนตรี มีการรับเอา &#8220;ดนตรีตะวันตก&#8221; เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ของวงการดนตรีญี่ปุ่น เช่น วัฒนธรรมดนตรี เจ-ป๊อป การเล่นคอนเสิร์ต</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ซิมโฟนี่หมายเลข ๙ ของบีโธเฟน</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๔. การปฏิรูปด้านวรรณกรรม มีนักเขียนหัวก้าวหน้าทันสมัย เกิดขึ้นในแวดวงวรรณกรรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">หลายคน เช่น ริวโนซูเกะ อากูตากาวะ ฮารูกิ มูราคามิ</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๕. การปฏิรูปด้านกฎหมาย เดิมญี่ปุ่นรับเอาต้นแบบกฎหมายจากจีน ก็มีการปรับใช้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">กฎหมายจากเยอรมันมาเป็นต้นแบบประมวลกฎหมายแพ่ง</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๖. การปฏิรูปด้านเทคโนโลยี แม้ญี่ปุ่นจะมีสถิติจดสิทธิบัตรเป็นอันดับ ๓ ของโลก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">และเป็นผู้นำวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทันสมัย ทว่าญี่ปุ่นก็ยังเปิดรับเอา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">เทคโนโลยีทันสมัยจากเยอรมัน อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา  ด้วย</span></strong></h1>
<p>&nbsp;</p>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">ที่จริงยังมีอีกหลายประเด็น ผมขอเสริมอีกประเด็นเดียวคือ</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๗. การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการ ญี่ปุ่นเองได้ปรับใช้ &#8220;ทฤษฎีการจัดการแบบตะวันตก&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">โดยนำมาปฏิรูปแวดวงบริหารจัดการภาคเอกชน ยกตัวอย่าง &#8220;ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบญี่ปุ่น&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ซึ่ง &#8220;ผู้นำแบบญี่ปุ่น&#8221; มี ๒ แบบ กล่าวคือ ผู้นำมีพฤติกรรมมุ่งงาน และผู้นำมีพฤติกรรมมุ่งความสัมพันธ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">อันมีต้นแบบมาจาก &#8220;ทฤษฎีภาวะผู้นำของไอโอวา&#8221; ซึ่งสรุปว่า &#8220;ผู้นำ&#8221; มี ๓ แบบ กล่าวคือ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ผู้นำแบบประชาธิปไตย ผู้นำแบบเผด็จการ และผู้นำแบบเสรีนิยม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ฯลฯ</span></strong></h1>
<h1><span style="color: #0000ff;"><strong><em>จากหลักฐานในอดีต มีข้อค้นพบว่า &#8220;วัฒนธรรมญี่ปุ่น&#8221; เกิดจากการรับเอาอิทธิพล</em></strong></span><br />
<span style="color: #0000ff;"><strong><em>ของจีน และเกาหลีในระยะแรก จากนั้นระยะหลังจึงเริ่มรับเอาวัฒนธรรมตะวันตก</em></strong></span><br />
<span style="color: #0000ff;"><strong><em>โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมัน เข้ามามีส่วนปฏิรูปและพัฒนา</em></strong></span><br />
<span style="color: #0000ff;"><strong><em>ญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ทั้ง ๖ ด้านหลัก ตามที่สรุปไว้ในเบื้องต้น</em></strong></span></h1>
<h1><strong><span style="color: #800080;">คนญี่ปุ่นได้ฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวดและจริงจัง ในการรับมือกับภัยธรรมชาติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">และภัยพิบัตินานัปประการ ทั้งโรคระบาด อุทกภัย วาตภัย ที่หลากหลาย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">จึงทำให้มีความสามารถพิเศษในการเตรียมตัว วางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">ด้านต่างๆ ได้ทันท่วงที ดังนั้น ในแง่ของวัฒนธรรม คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">รักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้ได้ดี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">ขณะเดียวกันก็รับเอาวัฒนธรรมจากนานาชาติเข้ามาเปลี่ยนแปลงปฏิรูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">จนสามารถพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายได้</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #993300;">นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นยังได้รับการปลูกฝังให้มีลักษณะพิเศษคือ &#8220;ความยืดหยุ่น&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #993300;">มาตั้งแต่กำเนิด การรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาอย่างรวดเร็ว ปรับใช้ และเลิกใช้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #993300;">ตลอดทั้งสร้างขึ้นใหม่ในรูปแบบต่างๆ จึงยังคงอยู่ กระทั่งมีส่วนผสมเฉพาะทางวัฒนธรรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #993300;">ทำให้มีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะทาง สามารถนำเสนอสินค้าและบริการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #993300;">ที่มีนวัตกรรม อันเป็นการต่อยอด และเพิ่มมูลค่า ตลอดทั้งคุณค่าให้ต่างชาติยอมรับ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #993300;">ในสินค้าที่เรียกว่า Made in Japan ได้อย่างมีคุณภาพ</span></strong></h1>
<h1><strong><em><span style="color: #0000ff;">หลังสมัยญี่ปุ่น มีคำกล่าวในกลุ่มคนญี่ปุ่นว่า &#8220;จิตใจญี่ปุ่น เรียนรู้แบบตะวันตก&#8221;</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #0000ff;">หมายถึง การรักษาจิตใจแบบญี่ปุ่นสมัยเก่าไปพร้อมๆ กับการรับเอาวัฒนธรรมแบบตะวันตก</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #0000ff;">ปรัชญาตะวันตกนำเอามาปรับใช้ โดยพยายามนำทั้งสองอย่างมาผสมผสานหล่อหลอม</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #0000ff;">และหลอมรวมให้กลมกลืนและพัฒนาในลักษณะต่อยอด</span></em></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #800080;">หลายคนมองญี่ปุ่นในยุคดิจิทัลแล้วอาจคิดว่าคนญี่ปุ่นสมัยนี้ยกย่องศรัทธาในวัฒนธรรมตะวันตก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">และอาจคิดว่าคนญี่ปุ่นที่เข้าใจความหมายจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">แต่อันที่จริงแล้ว คนญี่ปุ่นเองมิได้เป็นเช่นนั้น ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นส่วนมากยังคงรักษา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">&#8220;หัวใจแบบญี่ปุ่น&#8221; เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะคำสำคัญของการหล่อหลอมคนแบบญี่ปุ่น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">ซึ่งวรินทร วูวงศ์ (๒๕๕๐) ได้วิจัยประเด็น &#8220;การยกระดับคุณภาพของคนไทยผ่านกระบวนการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">หล่อหลอมในระบบโรงเรียน&#8221; อ้างอิงในงานวิจัยของวรินทร วูวงศ์ และคณะ (๒๕๖๒) หน้า ๑๕</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">ซึ่งวรินทรได้ค้นพบว่า คำสำคัญของการหล่อหลอมคนให้มีคุณภาพแบบญี่ปุ่นคือ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800080;">.&#8221;ความเข้มงวดต่อตนเองในทุกเรื่อง&#8221;</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #ff0000;">ซึ่งประเด็นดังกล่าว นับว่าแตกต่างจากคนไทย วรินทร (๒๕๕๐) สรุปว่าการที่คนญี่ปุ่นมีคุณภาพ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">เป็นเพราะ &#8220;อบรมบ่มเพาะ&#8221; ใน ๒ ประเด็นหลัก อันประกอบด้วย</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #ff0000;">๑. ระเบียบปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร จัดระเบียบสิ่งของตนเอง</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #ff0000;">๒. กิริยามารยาท การวางตัว วางท่าทีที่เหมาะสมต่อผู้อื่นที่อยู่ร่วมในสังคม เช่น การสละที่นั่งให้ผู้สูงอายุ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">หรือการทักทายผู้มาเยือนแม้ตนเองจะไม่คุ้นเคยมาก่อน</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">วรินทร ยืนยันว่า ญี่ปุ่น &#8220;อบรมบ่มเพาะ&#8221; สร้างคนให้มีคุณภาพใน ๒ ประเด็นหลักข้างต้นได้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ผ่านเครื่องมือสำคัญ เรียกว่า &#8220;การศึกษา&#8221; ซึ่งคนไทยเอง วรินทรได้วิจัยและค้นพบว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">การที่คนไทยยังต้อง &#8220;อบรมบ่มเพาะ&#8221; เพื่อพัฒนาตนให้มีคุณภาพ เนื่องจากคนไทยมีปัญหา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">ในการทำงานรวม ๓ ด้านหลัก</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๑. ความรู้ในงานที่รับผิดชอบ</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๒. ความสามารถในการบริหารจัดการ</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #0000ff;">๓. การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม</span></strong></h1>
<h1><strong><span style="color: #003300;">กล่าวโดยสรุป &#8220;วินัยในตนเอง&#8221;  คือข้อค้นพบสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #003300;">และ &#8220;การศึกษาในโรงเรียน&#8221; สามารถช่วยพัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพได้</span></strong></h1>
<h1></h1>
<h1><strong><em><span style="color: #008000;">ส่วนตัวผมมองเห็น และขอเสริมอีกแง่มุมว่า &#8220;วัดวาอาราม&#8221; และ &#8220;ครอบครัว&#8221; ก็เป็นอีก ๒ สถาบันสำคัญ</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #008000;">ที่สามารถช่วยพัฒนาคนในสังคมไทยให้มีคุณภาพทัดเทียมกับนานาชาติ ซึ่งมีรายละเอียดที่</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #008000;">ต้องทำการวิจัยต่อไป โดยหลักคำสอนสำคัญที่ง่ายๆ เช่น &#8220;สวดมนต์&#8221;  &#8220;สมาธิขั้นพื้นฐาน&#8221; &#8220;ความมีน้ำใจ&#8221;</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #008000;">เป็นสิ่งที่เราสามารถ &#8220;อบรมบ่มเพาะ&#8221; ให้คนไทยเป็นคนมีคุณภาพได้ทัดเทียมนานาชาติ</span></em></strong></h1>
<h1></h1>
<h1></h1>
<h1></h1>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>229.  เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น ตอน ๑๙</title>
		<link>https://www.druthit.com/229-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99-%e0%b8%95/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 07 May 2019 05:41:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1308</guid>

					<description><![CDATA[๗.๕.๒๕๖๒ เรื่องเล่าจากญีปุ่น ตอน ๑๘ เล่าเรื่องวิจัยทางการศึกษา “การจัดการ “คน” ให้มีคุณภาพแบบญี่ปุ่น” อุทิส ศิริวรรณ &#8212;&#8212; งานวิจัยเรื่อง “การสร้างคนคุณภาพแบบญี่ปุ่น” โดย ศาสตราจารย์วรินทร วูวงศ์ รองศาสตราจารย์ ดร. สุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปิยะนุช วิริเยนะวัตร์ และอาจารย์ยูคิเอะ ณ นคร  สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ งานวิจัยดังกล่าว ก็เหมือนหนังสือดีๆ ทั่วไปที่เก็บไว้ตามหิ้ง ไม่ได้ขึ้นห้าง ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ๒๕๖๒ นี้เอง จำนวนเพียงแค่ ๕๐๐ เล่ม เห็นว่าเนื้อหางานวิจัยสอดคล้องกับประเด็นที่ผมสนใจ จึงขอสรุปให้ฟังโดยย่อ ในหน้า ๖-๗ อาจารย์วรินทร และคณะ สรุปข้อค้นพบจากการเข้าไปสังเกตใกล้ชิด ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๓๘ และ ๒๕๔๕ โดยเข้าไปเยี่ยม “โรงเรียนระดับประถมศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h1></h1>
<h1><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone  wp-image-1224" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1.jpg" alt="" width="581" height="581" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1.jpg 1600w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-768x768.jpg 768w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-1024x1024.jpg 1024w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 581px) 100vw, 581px" /></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>๗.๕.๒๕๖๒ </strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>เรื่องเล่าจากญีปุ่น ตอน ๑๘</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>เล่าเรื่องวิจัยทางการศึกษา</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>“การจัดการ “คน” ให้มีคุณภาพแบบญี่ปุ่น”</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>อุทิส ศิริวรรณ </strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>&#8212;&#8212;</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>งานวิจัยเรื่อง “การสร้างคนคุณภาพแบบญี่ปุ่น” โดย ศาสตราจารย์วรินทร วูวงศ์</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>รองศาสตราจารย์ ดร. สุณีย์รัตน์ เนียรเจริญสุข  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปิยะนุช วิริเยนะวัตร์</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>และอาจารย์ยูคิเอะ ณ นคร  สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p>
<p></strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>งานวิจัยดังกล่าว ก็เหมือนหนังสือดีๆ ทั่วไปที่เก็บไว้ตามหิ้ง ไม่ได้ขึ้นห้าง<br />
ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี ๒๕๖๒ นี้เอง จำนวนเพียงแค่ ๕๐๐ เล่ม</strong></span></h1>
<h1>
<span style="color: #000080;"><strong>เห็นว่าเนื้อหางานวิจัยสอดคล้องกับประเด็นที่ผมสนใจ จึงขอสรุปให้ฟังโดยย่อ</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>ในหน้า ๖-๗ อาจารย์วรินทร และคณะ สรุปข้อค้นพบจากการเข้าไปสังเกตใกล้ชิด ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๓๘ และ ๒๕๔๕<br />
โดยเข้าไปเยี่ยม “โรงเรียนระดับประถมศึกษาของรัฐบาลญี่ปุ่น”<br />
ด้วยหัวข้อประเด็นวิจัยเรื่อง “การศึกษากับการสร้างคนแบบญี่ปุ่น”<br />
ใช้ “วิจัยภาคสนาม” โดย “การสังเกต” การใช้ชีวิตประจำวันในโรงเรียนของเด็กญี่ปุ่น<br />
ได้ “ข้อค้นพบ” ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากโรงเรียนประถมของเด็กไทย ๓ ประการ</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ลักษณะพิเศษข้อที่ ๑ “การเขียนเป้าหมาย”</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>การเขียนเป้าหมาย เป็นลักษณะที่เด่นมากในโรงเรียนญี่ปุ่น มีการเขียนไว้ทุกหนทุกแห่งทั่วโรงเรียนเพื่อให้เด็กเกิดความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายของโรงเรียน เป้าหมายของสัปดาห์นี้ เป้าหมายของชั้นเรียน แม้กระทั่งเป้าหมายของวันนี้ เมื่อเข้าไปนั่งในห้องเรียนแล้วกวาดสายตาไปทั่วตั้งแต่หน้าห้องจนถึงหลังห้องเรียน จะพบว่า “ห้องเรียนเด็กประถมในญี่ปุ่น” เต็มไปด้วย “เป้าหมาย” แตกต่างจาก “โรงเรียนประถมของเด็กไทย” หล่อหลอมไปด้วยรูป “ธงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ลักษณะพิเศษข้อที่ ๒ “การทำงานเป็นทีม”</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>โรงเรียนชั้นประถมในญี่ปุ่น จะฝึกฝน ฝึกหัด และฝึกอบรมเด็กนักเรียนให้ปฏิบัติทุกวันจนติดเป็นนิสัย กิจกรรมทำงานเป็นหมู่คณะที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหารกลางวัน การร่วมกันทำความสะอาดอาคารเรียน ห้องเรียน และมีกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันที่หลากหลาย ซึ่งหล่อหลอมและละลายพฤติกรรมของเด็กญี่ปุ่นให้ฝึกหัด รับผิดชอบร่วมกัน ทำงานเป็นทีม มีความสามัคคี น้ำหนึ่งเป็นใจเดียวกัน เพื่อส่วนรวม</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ลักษณะพิเศษข้อที่ ๓ “การฝึกให้เด็กนักเรียนปกครองกันเอง”</strong></span><br />
<span style="color: #000080;"><strong>จากการสังเกต พบว่าแต่ละห้องเรียนจะมีเด็กนักเรียนทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าห้อง” ห้องละ ๑ คน และแต่ละห้องจะมี “รองหัวหน้าห้อง” ห้องละ ๒-๓ คน โดยนักเรียนจะสลับกับเป็นผู้นำ โดยเวียนกันขึ้นมาเป็น “หัวหน้าห้อง” ทุกภาคเรียน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของห้อง เข้าร่วมประชุมกลุ่มกับคณะกรรมการโรงเรียนในกิจกรรมต่างๆ ของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีผู้รับผิดชอบประจำวัน ซึ่งจะเปลี่ยนไปอีกวันละ ๑ ตำแหน่ง โดยผู้รับผิดชอบประจำวันทำหน้าที่ประชุมตอนเช้าวันละ ๕ นาที ระหว่างเวลา ๐๘.๓๕-๐๘.๔๐ น. และประชุมกันก่อนกลับบ้านวันละ ๒๐ นาที ตั้งแต่เวลา ๑๔.๓๕-๑๔.๕๕ น.</strong></span></h1>
<h1><em><span style="color: #ff0000;"><strong>ประเด็นที่น่าสนใจจาก “การฝึกให้เด็กปกครองกันเอง” ก็คือ “การวิจารณ์ตนเอง” </strong></span></em></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>ซึ่งเป็นเรื่องที่โดดเด่นและแตกต่างจากสังคมไทยมาก การจัดการศึกษาในโรงเรียนของญี่ปุ่นเน้น “สังคมญี่ปุ่น” กล่าวคือฝึกฝน ฝึกอบรม และฝึกหัดให้เด็กญี่ปุ่นรู้จัก “วิจารณ์ตนเอง” ตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียน โรงเรียนฝึกให้เด็กกล้าและพร้อมที่จะ “วิจารณ์ตนเอง” ในเรื่องที่ตนเองรับผิดชอบ ทั้งในสิ่งที่ทำได้สำเร็จ และสิ่งที่ทำแล้วไม่สำเร็จ ทุกเย็น เด็กแต่ละกลุ่ม จะผลัดเปลี่ยนกันเล่าว่าวันนี้ตนได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง เช่น กลุ่มที่ ๑ บอกว่ารับประทานอาหารกลางวันจดหมดเกลี้ยง กลุ่มที่ ๒ บอกว่าไม่ลืมการบ้าน กลุ่มที่ ๓ เล่าว่าทำความสะอาดห้องเรียนและอาคารเรียนเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ส่วนกลุ่มที่ ๔ ระบุว่าทุกคนได้ออกไปเล่นข้างนอกเป็นต้น</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>ครูจะแจกสติกเกอร์ให้แก่กลุ่มที่มีความพยายาม ทุ่มเท รับผิดชอบ เด็กแต่ละกลุ่มก็จะนำสติกเกอร์ที่ได้รับแจกจากครูไปติดไว้ที่ “ต้นไม้แห่งความพยายาม” และ “แข่งขันกัน” ว่าใครจะได้สติกเกอร์มากกว่ากัน</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>จากที่เล่ามา จะเห็นภาพชัดเจนว่า “โรงเรียนญี่ปุ่น” จัดการศึกษาโดยเน้น “กิจกรรมร่วมกันทำงานแบบสามัคคีคือพลัง” มากกว่าโรงเรียนไทย </strong></span></h1>
<h1><em><span style="color: #ff0000;"><strong>ข้อค้นพบที่มีนัยสำคัญคือ<br />
&#8220;โรงเรียนระดับประถมศึกษาในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการอบรมบ่มนิสัยของเด็กมากพอๆ กับเนื้อหาวิชาการ หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ&#8221;</strong></span></em></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>ครูประจำชั้นเรียนคนหนึ่งที่ทีมวิจัยสัมภาษณ์ได้เล่าว่าการทำงานเป็นกลุ่มมีผลทำให้เด็กๆ ต้องปรึกษาหารือร่วมกันคิดร่วมกันทำตลอดเวลา ทำให้เด็กเคยชินกับบรรยากาศที่สื่อสารสองทางและหลายทิศทาง ได้มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับคนอื่นๆ ในสังคม เป็นการ “ปลูกฝัง” ให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นในสังคมโดยไม่ต้องใช้คำพูดอธิบายอะไรมาก มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน มีการแบ่งงานกันทำตามที่ได้รับมอบหมาย หรือมีการทำงานภายใต้กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของกลุ่ม ทำให้เด็กทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวดและจริงจัง หากใครสักคนไม่ยอมปฏิบัติ แต่ละกลุ่มก็จะนำมาถกเถียง วิเคราะห์ เพื่อแก้ไขปัญหา การฝึกให้เด็กปกครองกันเอง มีผลทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะปกครองกันเอง แม้ไม่มีครูอยู่ในห้อง เด็กก็ทำงานกันต่อไปได้ เพราะได้กลายเป็นรูปแบบไปแล้ว</strong></span></h1>
<h1><strong><em><span style="color: #800080;">ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ</span></em></strong><br />
<strong><em><span style="color: #800080;">วัฒนธรรมกลุ่มจึงมิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มีการกำหนดเป็นเป้าหมาย และมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบในโรงเรียน และในอีกด้านหนึ่ง ครูญี่ปุ่นจะสอนแบบลงรายละเอียด เช่น วิธีล้างมือ วิธีเดิน วิธีนั่งที่ถูกต้อง การถือสิ่งของ การจับตะเกียบ การจับไม้กวาด การทำความสะอาดห้องเรียน การกวาดห้อง การเช็ดถูห้อง และการตรวจตรา สำรวจดูว่ามีอะไรบกพร่องหรือไม่ </span></em></strong></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong><em>การที่ญี่ปุ่นเน้น “คุณภาพคือการลงมือทำอย่างถูกต้อง” นั้น มีที่มาสืบทอดจากประเพณีทางศิลปะที่มีมาแต่โบราณของชาวญี่ปุ่นซึ่งเน้น “รูปแบบ” มาก</em></strong></span></h1>
<h1><span style="color: #993300;"><strong>จุดเด่นวิชาจริยศึกษาและวิชาสังคมศึกษาของญี่ปุ่น จากการสังเกตของอาจารย์วรินทร และคณะ พบว่า การสอนวิชาจริยศึกษาแบบญี่ปุ่น เน้น “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” โดยคำนึงถึงหลักการคือ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ตลอดเวลา ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับ “จิตใจที่ละเอียดอ่อน” ทั้งสิ้น </strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>ส่วนวิชาสังคมศึกษา ครูสอนจะเน้น “ความละเอียด” ใช้เวลาหลายคาบจนเด็กเข้าใจถ่องแท้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>บทบาทของครูอยู่ในฐานะ “ผู้ป้อนข้อมูล” มากกว่า “ผู้สอน”  ครูจะคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น และค้นคว้าด้วยตนเองตลอดเวลา โดยครูทำหน้าที่เป็นเพียงแค่พี่เลี้ยง การค้นคว้าเพื่อทำรายงานหน้าชั้นจะทำเป็นกลุ่มเสมอ</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>อาจารย์วรินทร สรุปว่า “กระบวนการสร้างเด็กแบบญี่ปุ่นเน้นเรื่อง “ปฏิบัตินิยม” และ “ความเข้มงวดต่อตนเอง” เป็นอย่างมาก โดยให้เด็กปฏิบัติจนกลายเป็นนิสัยติดตัว รูปแบบการฝึกเด็กเช่นนี้กระทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานอย่างน้อย ๑๒ ปี ในระบบโรงเรียน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว มีจุดมุ่งหมายเพื่อสอนให้รู้จักการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมโดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ซึ่งเมื่อมองจากประเทศตะวันตก ญี่ปุ่นมักถูกวิจารณ์ว่าสอนให้เป็นรูปแบบเดียวกัน ไม่มีความหลากหลายทางความคิด แต่อย่างไรก็ตาม คนญี่ปุ่นยังคงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่ามี “คุณภาพ” ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ ลักษณะเด่นของสังคมญี่ปุ่นคือการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันโดยการรวมกลุ่ม การศึกษาในโรงเรียนสอนให้อยู่กันเป็นกลุ่ม ความคิดของสมาชิกในกลุ่มจะคล้อยตามและกลมกลืนกัน จึงอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและรู้สึกมั่นคง การที่ผู้ใดทำตัวโดดเด่นเหนือผู้อื่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยปรากฏ เมื่อทุกคนสังกัดกลุ่มใดก็ต้องเก็บความต้องการส่วนตนไว้ วัฒนธรรมกลุ่มในรูปแบบของญี่ปุ่น ได้มีรากฝังลึกมานานและเป็นคุณประโยชน์อย่างมหาศาลในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ทุกคนพร้อมใจกันสร้างประเทศใหม่”</strong></span></h1>
<h1></h1>
<h1><span style="color: #000080;"><strong>&#8212;&#8212;&#8211;</strong></span></h1>
<h1></h1>
<h1></h1>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>228. พระเจ้าอโสกแห่งกรุงสยาม</title>
		<link>https://www.druthit.com/228-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%aa%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 06 May 2019 06:30:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1293</guid>

					<description><![CDATA[เป็น “ข้อเขียนที่เร็วที่สุด&#8221; เขียนในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๒ เขียนเสร็จในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๒ รวม ๓ วันเสร็จ ความหนา ๗๔ หน้า กระดาษ A4 งานเขียนเทิดพระเกียรติ &#8220;พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า&#8221; รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี  &#160; &#8220;พระเจ้าอโสกแห่งกรุงสยาม&#8221; อุทิส ศิริวรรณ เขียน &#160; &#160; “กฤษฎาภินิหารอันจะบดบังมิได้ของรัชกาลที่ ๓” ตอน ๑ “ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ประสบการณ์อันสืบเนื่องกับรัชกาลที่ ๓&#8221; เขียนโดย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิส ศิริวรรณ ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก หลักสูตร Ph.D. &#38; D.B.A. in Business Administration (International Program)  Charisma University, Providenciales, [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h3><em><strong><span style="color: #000080;">เป็น “ข้อเขียนที่เร็วที่สุด&#8221;</span></strong></em><br />
<em><strong><span style="color: #000080;">เขียนในวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๒</span></strong></em><br />
<em><strong><span style="color: #000080;">เขียนเสร็จในวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๒</span></strong></em><br />
<em><strong><span style="color: #000080;">รวม ๓ วันเสร็จ</span></strong></em></h3>
<p><em><strong><span style="color: #000080;">ความหนา ๗๔ หน้า กระดาษ A4 </span></strong></em></p>
<h3><strong><span style="color: #ff0000;">งานเขียนเทิดพระเกียรติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #ff0000;">&#8220;พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า&#8221;<br />
รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี </span></strong></h3>
<p>&nbsp;</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-1298" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/05/KingRama3.jpg" alt="" width="543" height="627" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/05/KingRama3.jpg 543w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/05/KingRama3-260x300.jpg 260w" sizes="(max-width: 543px) 100vw, 543px" /></p>
<h1><span style="color: #993300;"><strong>&#8220;พระเจ้าอโสกแห่งกรุงสยาม&#8221;</strong></span><br />
<span style="color: #993300;"><strong>อุทิส ศิริวรรณ เขียน</strong></span></h1>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<h1><span style="color: #008000;"><strong>“กฤษฎาภินิหารอันจะบดบังมิได้ของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #008000;"><strong>ตอน ๑ </strong></span></h1>
<h1><strong><span style="color: #000080;"><span style="color: #008000;">“ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ประสบการณ์อันสืบเนื่องกับรัชกาลที่ ๓&#8221;</span></span></strong></h1>
<p><span style="color: #800080;">เขียนโดย</span><br />
<span style="color: #800080;">ศาสตราจารย์ ดร. อุทิส ศิริวรรณ</span><br />
<span style="color: #800080;">ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก</span><br />
<span style="color: #993300;">หลักสูตร Ph.D. &amp; D.B.A. in Business Administration (International Program) </span><br />
<span style="color: #993300;"><span style="color: #ff0000;">Charisma University, Providenciales, Turks and Caicos &amp; Apollos University, Montana, USA</span> </span></p>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<p><strong><span style="color: #000080;">ผมถือเป็นหลักว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทุกวันพระราชสมภพคือ ๓๑ มีนาคม ของทุกปี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และทุกวันเสด็จสวรรคตคือ ๒ เมษายน ของทุกปี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีเวลา ผมจะใช้ “ความคิดอ่าน”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ง “เรื่องราว” ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บูชาเป็นกษัตริยราชพลี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในฐานะที่ผมเป็นผู้รับทุนการศึกษา</span></strong></p>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรียนต่อระดับปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ สหรัฐอเมริกา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทุนมูลนิธิสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็นบางส่วน partial scholarship</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ประเด็นที่ผมเล่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมจะเล่าแบบบ้านๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้อ่านเข้าใจง่ายๆ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะเป็นความเรียง ขนาดยาว หลายตอน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เขียนสะสมไว้ ก็จะกลายเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้ทันที</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตามประวัติ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงมีแนวพระราชดำริ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แตกต่างไม่เหมือนใคร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมเป็นคนหนึ่งที่</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ค่อยๆ ซึมซับ รับรู้ และหลังพบ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตำนาน พงศาวดาร คำบอกเล่า </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และเรื่องราวที่เกี่ยวพัน เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในหลากหลายประเด็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ประเด็นที่ผมอยากรู้ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“เหตุผล” ที่รัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงมีพระราชศรัทธา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และทรงมีพระราชนิยม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต่อการทำบุญทำทาน ?</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หลังจากติดตามอ่านและติดตามดู “ประจักษ์พยานหลักฐาน”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์ในพระบรมมหาราชวัง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดโมลีโลกยาราม </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งประวัติศาสตร์ระบุว่าเป็น “ที่เกิด” ของพระองค์ท่าน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วังหน้า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วังท่าพระ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมก็ได้ “ข้อค้นพบ” หลายอย่าง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่อยากเล่าสู่กันฟัง</span></strong></h2>
<p><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>หลักฐานที่เป็นทางการเท่าที่ค้นพบ</strong></em></span></p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><em><strong>เจ้าพระยาทิพากรวงศ์</strong></em></span></h2>
<h2><span style="color: #ff0000;"><em><strong>(ขำ บุนนาค) </strong></em></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>ได้จดบันทึก </strong></em></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์</strong></em></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>รัชกาลที่ ๑-๔ เอาไว้</strong></em></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>ความหนารวม ๒,๐๓๘ หน้า</strong></em></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>ขนาดกระดาษ ๘ หน้ายกเล็ก ๑๖ หน้ายกใหญ่</strong></em></span></h2>
<h2><span style="color: #ff0000;"><em><strong>ราคาขายชุดละ ๑,๒๐๐ บาท</strong></em></span><br />
<span style="color: #ff0000;"><em><strong>ผม “ลงทุน” ซื้อ “ความรู้ในส่วนนี้” ที่ไม่ได้บังคับเรียนในชั้นเรียนมาอ่าน</strong></em></span></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขณะเดียวกัน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมก็เดินทางไปในพื้นที่และวัดต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับรัชกาลที่ ๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตั้งแต่ “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” “พระบรมมหาราชวัง”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“วังหน้าในอดีต” ซึ่งปัจจุบันคือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“วัดพระเชตุพน” ที่พระนั่งเกล้าฯ ทรงมีแนวพระราชดำริ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะสร้างให้เป็น “มหาวิทยาลัย” และได้กลายเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรก” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของสยามประเทศ เกิดขึ้นจริง ดังที่ทรงคิด ฝัน หวัง และจินตนาการเอาไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“วัดมหาธาตุ” ท่าพระจันทร์ รัชกาลที่ ๓ ก็ทรงฝัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่จะสร้างเป็น “พระอารามขนาดใหญ่” มีผู้เรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จำนวน ๑,๐๐๐ รูป และได้ทรงสนับสนุนทุนการศึกษาเป็นรูปธรรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีผู้สอบได้เป็นมหาเปรียญ ทวีคูณ พหุคุณ ในแผ่นดินของพระนั่งเกล้า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“วัดราชโอรสาราม” ที่เป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ ซึ่งมีหลักฐานสำคัญต่างๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เกี่ยวกับพระนั่งเกล้า ทั้ง “พระแท่น” ที่ชอบเสด็จมาทรงงานควบคุมงานก่อสร้าง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยพระองค์เอง ทั้ง “ถาวรวัตถุต่างๆ” ที่ทรงสร้างไว้ในวัด ในมุมต่างๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“วัดสุวรรณาราม” บางกอกน้อย ที่ทรงระดม “อัครมหาศิลปิน” ด้านจิตรกรรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฝากฝีมือและผลงานไว้ในพระอุโบสถ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รวมถึง “ศาสนทายาท” ที่รัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มี “แนวพระราชดำริ” ที่อ่านประเมินจากวิธีวัดผลและประเมินผลแล้ว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“เห็นผล ได้ผล และรับรองผล” ได้จริง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีผลผลิต ผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ และผลสำเร็จ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็นรูปธรรม อย่างน่าอัศจรรย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อประมวลทุกเรื่องราว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทฤษฎี-ปฏิบัติ-ประสบการณ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กลั่นกรองประสบการณ์-ปฏิบัติ-ทฤษฎี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทุกอย่าง เกี่ยวพัน เกี่ยวข้อง และเกี่ยวกับรัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทำให้ผมนึกถึงคำว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“กฤษฎาภินิหาร อันจะบดบังมิได้”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของรัชกาลที่ ๓ </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;- </span></strong></h2>
<h1><span style="color: #993300;"><strong>ตอน ๒</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #993300;"><strong> “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #993300;"><strong>“พระเถรเณรชี”<br />
&#8212;&#8212;&#8211;</strong></span><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตลอดระยะเวลา ๑๘ ปีที่ครองราชย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ทรงเข้าใจ “ชีวิตพระเถรเณรชี”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บุคคล ๔ จำพวกในแผ่นดินต้นรัตนโกสินทร์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถึงยุคดิจิทัล เหลือเพียงแค่บุคคล ๓ จำพวกคือ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระ เณร ชี ส่วน “เถร” หายไปในอดีต </span></strong></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ มีรับสั่งเป็นพระราชดำรัสสั้นๆ ว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสำนวนไทยที่ชอบพูดกันมากในยุคนี้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บรรดาแม่ชีทั้งหลายตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดฝ่ายชั่วจึงมาอยู่กับชี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฝ่ายดีทำไมไปอยู่กับสงฆ์ </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมได้ “ข้อค้นพบ” จาก “บทความ” แต่งโดย ส. พลายน้อย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่อง “พระ-เถร-เณร-ชี? บุคคล ๔ จำพวกในพุทธศาสนา”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"><a style="color: #000080;" href="https://www.silpa-mag.com/culture/article_2090">https://www.silpa-mag.com/culture/article_2090</a></span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขอเล่าเป็น “สำนวน” ของผม ดังนี้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ความจริงชีในที่นี้เป็นคำรวมหมายถึงพระสงฆ์นั่นแหละ “ชี=พระ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คือพระจะดีชั่วอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของท่าน (เรื่องมันเลยยุ่งอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในสมัยรัชกาลที่ ๓ สามเณรเล่นเตะตะกร้อมีคนไปฟ้องร้องทุกข์กล่าวโทษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ก็ทรงตัดบทว่า “เจ้ากูจะเล่นบ้างก็ช่างเจ้ากูเถิด”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครั้งหนึ่งพระเถระไปเดินเที่ยวงานวัดพระเชตุพนฯ เดินเบียดเสียดกับหญิงสาว สาวน้อยสาวใหญ่ มากหน้าหลายตา ก็มีคนเพ่งโทษไปฟ้องร้องเป็นคดีความ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ก็รับสั่งสั้นๆ ว่า “คนมากก็ต้องเบียดกันบ้าง” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระเณรที่ชอบปลีกวิเวกก็ได้ใจถือว่าการเดินเบียดสีกา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โดยไม่เจตนาไม่เป็นไร (ความจริงเจตนาแต่กำหนดใจว่าไม่เป็นไร)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ส่วน “สำนวน” ของ ส. พลายน้อย เป็นดังนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ความจริงคนไทยใกล้ชิดกับพระเถรเณรชีมาก คำเหล่านี้จึงติดปาก มีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องนึกถึง ซึ่งจะเห็นได้จากคำอุทานของคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน เมื่อตกใจก็จะอุทานออกมาว่า “คุณพระช่วย” บ้าง “ตาเถรช่วย” บ้าง ที่พิสดารหน่อยก็เป็น “ตาเถรตกน้ำ” ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็ไม่ทราบ สุนทรภู่ก็เคยได้ลายแทงจากตาเถร (รำพันพิลาป)</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่น่าสังเกตก็คือเมื่อพูดถึงนักบวชดังกล่าวจะลำดับตำแหน่งไว้ชัดเจนว่า “พระเถรเณรชี” จะเห็นว่า “เถร” อยู่ระหว่างพระกับเณร แสดงว่าเถรต่ำกว่าพระและสูงกว่าเณร ตามความที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสอบถามสมเด็จพระสังฆราชแต่ครั้งยังเป็นสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ท่านบอกว่า เถรเป็นพวกครึ่งพระครึ่งเณร อาศัยวัดอยู่ตามศาลามุขหน้าโบสถ์ หลังโบสถ์ พระระเบียงหรือพะเพิงอะไรตามแต่จะหาได้ โดยมากพึ่งพระสงฆ์ ขอผ้าและอาหารที่เหลือไปบริโภค ทำการให้แต่พระสงฆ์ตามสมัครใจ ศีลนั้นไม่ปรากฏว่าถืออย่างไร อาจเป็นศีลสิบ ศีลแปด ศีลห้า หรือไม่ถือศีลเลยก็ได้ การนุ่งห่มนั้นใช้ผ้าเหลืองตามแต่จะหาได้ ลางคนก็นุ่งแต่ผ้าอาบหรือสบงเท่านั้น หรือมีผ้าห่มพาดบ่าอย่างที่เรียกว่าพาดควายก็มี และมีไตรจีวรครองเหมือนพระสงฆ์ก็มี ความประพฤติเอาแน่ไม่ได้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ดีเหมือนพระภิกษุก็มีคนเคารพนับถือ ที่เลวถึงสูบกัญชาก็ไม่มีคนนับถือ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ก่อนมีที่วัดสระเกศมากกว่าที่อื่น</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เหตุที่พวกตาเถรถือศีลไม่มีกำหนดเหมือนพวกยายชีนุ่งห่มก็ไม่มีระเบียบเพียงแต่ตาเถรใช้ผ้าเหลือง ยายชีใช้ผ้าขาว อาศัยวัดเหมือนกัน ตาเถรเป็นชาย ยายเป็นหญิง จึงมีนิทานตาเถรกับยายชีเล่ากันเป็นที่ครื้นเครง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และด้วยเหตุที่ตาเถรมีรูปเป็นภิกษุแต่ไม่มีศีลเท่าภิกษุและแก่เกินเณรทางกฎหมายจึงวางไว้ระหว่างภิกษุกับเณร ใช้คำติดกันว่าพระภิกษุสงฆ์เถรเณร บางทีจะเกิดเพราะบวชเป็นเณรแล้วไม่บวชเป็นพระเมื่ออายุครบแต่ไม่สึก หรือบวชเป็นพระแล้วประพฤติตัวเหลวไหลจึงเลื่อนลงเป็นเถร อย่างเสภาเรื่องเถรสังของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ที่แต่งไว้ว่า “กล่าวถึงเถรสังบางกระจะ บวชเป็นพระแล้วเลื่อนลงเป็นเถน”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยตรัสเรียกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “พี่ทิด” บ้าง “พี่เถร” บ้าง รัชกาลที่ ๔ เห็นจะทรงรำคาญ เพราะคำว่า “เถร” หมายได้ทั้งดีและไม่ดี จึงทรงกำหนดใหม่ให้เรียกพวกตาเถรทั้งหลายนั้นว่า “เถน” (ในภาษาบาลี เถน แปลว่า ขโมย) เพื่อให้เขียนต่างกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"><a style="color: #000080;" href="https://www.silpa-mag.com/culture/article_2090">https://www.silpa-mag.com/culture/article_2090</a></span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๓</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“พระราชปุจฉาที่ ๕ ของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“อันตราย ๕ ประการของพระราชาคณะในการสร้างศาสนทายาท</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>สืบทอดคำสอนสำคัญคือพระไตรปิฎก ตามแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คำถามนี้ หาอ่านยาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นตอนว่าด้วย “เหตุการณ์สำคัญ” ที่น่าสนใจ และขอนำ “ข้อค้นพบ” มานำเสนอไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรียกว่า “พระราชปุจฉาที่ ๕” หรือ “คำถามครั้งที่ ๕” ในแผ่นดินของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ฉันใด จะได้พระภิกษุสามเณร เป็นบาเรียน ให้สมควรแก่พระราชศรัทธา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คำถามหรือข้อสงสัยนี้ เกิดขึ้นในพระทัยของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ หลังขึ้นครองราชย์ได้เพียงแค่ ๑ ปีเศษ ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พ.ศ. ๒๓๖๗</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กาลต่อมา ปรากฏว่า สถิติผู้สอบบาลีได้เป็นมหาบาเรียน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีจำนวนพุ่งสูงลิบลิ่ว ทำสถิติสูงสุด ในช่วงแผ่นดินรัตนโกสินทร์ตอนต้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพราะ “รัชกาลที่ ๓” ทรงสนับสนุน บำรุง ถวายอุปถัมภ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผ่าน “ไวยาวัจกร” เรียกว่า “เงินสด” และ “ปัจจัย ๔”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อทรง “อัดฉีด” “บำรุงกำลัง” พระสงฆ์สามเณร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วย “อาหารบิณฑบาต” “ที่อยู่อาศัย” “ไตรจีวร” และ “เสนาสนะกุฏิ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อันเป็นสัปปายะ” อย่าง &#8220;เต็มที่&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ทรงมองว่า &#8220;เงิน&#8221; เป็น &#8220;งูพิษ&#8221; หรือ &#8220;อสรพิษร้าย&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อพระ เณร ครูสอนบาลี ทั้งพระและโยม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีเจ้านาย วังต่างๆ ช่วยกันระดมทุน ระดมเงิน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทั้งจัดสร้างคัมภีร์พระบาลีระดับต่างๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครบครันทั้ง พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา โยชนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สัททาวิเสส มีการแลกเปลี่ยนตำราระหว่างไทยกับลังกา</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีการส่งพระจากกรุงสยามไปกรุงลงกา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ส่งพระจากกรุงลงกามายังกรุงสยาม</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีระบบ &#8220;สอบไล่บาลีสนามหลวง&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โดย &#8220;รัชกาลที่ ๓&#8221; เสด็จลงมาฟัง &#8220;การสอบไล่&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยพระองค์เอง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วงการเรียนพระบาลี พระปริยัติธรรมก็คึกคัก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และถึงจุดสูงสุด ในห้วงเวลา รัชสมัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ &#8211; ๔ &#8211; ๕</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ลงไว้ให้ &#8220;เรียนรู้&#8221; ว่า จะจัดการศึกษาให้ได้ผล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผู้นำรัฐบาลระดับสูงสุด ราชวงศ์ ชนชั้นสูง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ต้อง &#8220;เอาด้วย&#8221; ไม่ใช่ &#8220;แม่กองคิด&#8221; &#8220;แม่กองทำ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แบบ &#8220;เถ้าแก่&#8221; งานก็ไม่ไปไกลถึงไหน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อผู้เรียนพระไตรปิฎก ตัดปลิโพธ ไม่มีความกังวลใดๆ ในใจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จำนวนผู้ทรงจำ กล่าว บอก สอน เทศนา พระไตรปิฎก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ทวีคูณ พหุคูณ เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอันมาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตาม “พระราชปณิธาน” และ “พระราชประสงค์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งรัชกาลที่ ๓ ทรงตั้งความปรารถนาเอาไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หมายรับสั่งเจ้ากรมราชบัณฑิต มีไปถึงสมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงว่าทรงมอบพระองค์เป็น “ไวยาวัจกร” แห่งพระรัตนตรัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตั้งใจจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จำเริญสืบไป กว่าจะถ้วน “๕,๐๐๐ ปี”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทรงเล่าถึง “ความคิด-ความฝัน-ความหวัง-ความปรารถนา” ซึ่งเรียกว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“พระราชศรัทธา” และ “พระราชนิยม” ว่าทรงปรารถนาจะได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระภิกษุสามเณรที่รู้พระไตรปิฎกเป็นเปรียญเอก, เปรียญโท, เปรียญตรี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้ถวายจีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, คิลานเภสัช ปัจจัย เป็น “ทานมัย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นับเนื่องเข้าใน “ปรมัตถทานบารมี” ทานอันยิ่ง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงรับสั่งให้ “เจ้ากรมราชบัณฑิต” จัดประชุม “พระราชาคณะ ๑๖ รูป”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ล้วนทรงพระปริยัติธรรม ให้ชำระสอบไล่พระไตรปิฎกพระภิกษุสงฆ์และสามเณร</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ “ทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนิน ด้วยจะได้ทรงฟังแปลพระไตรปิฎก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชประสงค์จะให้เป็นพระอุปนิสัย ประดับ “พระสันดาน” ไปในอนาคต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ทรงฟังมากำหนด ๒๕ วันแล้ว ก็มิได้พระภิกษุสงฆ์และสามเณรที่รู้พระไตรปิฎก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นอย่าง เอก, โท, ตรี เมื่อมิได้สมพระหฤทัยที่มุ่งมาด ก็มีพระกมลมัวหมองถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระพุทธศาสนาว่านับแต่วันเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานมา พระพุทธศาสนาก็ยังมิทันจะถึงกึ่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ดุจพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมายังมิทันจะถึงเพลาเที่ยง ดังฤาจะมาขาดพระภิกษุสงฆ์สามเณร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผู้รู้พระไตรปิฎกดังนี้ ควรจะอัศจรรย์นัก”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นอกจากจะทรง “คิดอ่าน” แล้วยังทรง “วินิจฉัย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คือผมเห็นว่า ทุกวันนี้ นอกเหนือจาก “วิเคราะห์” “วิจัย” “วิจารณ์” แล้ว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนที่กล้าฟันธง “วินิจฉัย” โดย “ตัดสินใจ” ได้ “เด็ดขาด” และ “เฉียบขาด”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นบุคคลที่หาได้ยาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ นำเสนอ “อันตราย” ที่ทรงคาดว่าจะ “เกิดมี” แก่ผู้ที่จะรักษา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระศาสนาไว้ ๕ ประการ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">๑. พระราชาคณะมีอายุพรรษามากเกิน ใช้ภาษาร่วมสมัยก็ “เฒ่าชรา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทรงใช้คำว่า “อายุมาก” และ “อ่อนเปลี้ยเพลียแรง” ทรงใช้ศัพท์ว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“มีกำลังอันทุพพลภาพ” ด้วยความชรา จักษุมืด มือสั่น จะบอกพระปริยัติธรรมก็ไม่ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะแสดงธรรมโปรดสัตว์ก็ไม่ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">๒. พระราชาคณะบางรูป “ป่วย” อาพาธ ต้องดูแลตัวเอง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เลยไม่มีเวลาทำหน้าที่ “ผู้นำ” ปกครองคณะสงฆ์ได้เต็มประสิทธิภาพ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">๓. พระราชาคณะบางรูป “เบื่อหน่าย” จากเพศบรรพชิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สิ้น “ศรัทธา” ขอ “ลาสิกขา” “ลาผนวช” จากวงการ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">๔. พระราชาคณะบางรูป ไม่สำรวมระวัง “กาย” และ “วาจา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ราษฎรเห็น “อากัปกิริยา” และ “ความคิดอ่าน” “คำพูดคำจา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ท่วงทีท่วงท่า” อิริยาบถ ๔ “ยืน-เดิน-นั่ง-นอน” ไม่สำรวม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ “เสื่อมศรัทธา” ไม่อยากเป็นทายก ทายิกา ถวายอุปถัมภ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่อยากทำบุญทำทานด้วย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">๕. พระราชาคณะบางรูปถึงแก่ “มรณะ” ละสังขาร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถวายพระพร อำลา ลาจากไปสู่ภพภูมิอื่น บอกลาหน้าที่</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไปยัง “ปรโลก”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ทรงย้ำว่า “อันตราย ๕ ประการนี้ พระราชาคณะทั้งปวง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มิได้พิจารณาเห็น” ถ้าสำนวนผมก็คือ “มิได้เก็บมาคิดอ่าน วิเคราะห์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และหาแนวทางแก้ไขปัญหา”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และที่ผมประทับใจคือ “ถึงเจ้าพระคุณพระราชาคณะทั้งปวง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะรักพระสาสนาอยู่ ก็เหมือนมิได้รักพระสาสนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เหตุมิได้ศึกษา ฝึก สอน ศิษยานุศิษย์ ให้รู้พระปริยัติธรรม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้แทนพระองค์รักษาพระสาสนาสืบต่อไป”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<p>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</p>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๔</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“กิเลส &#8211; กรรม &#8211; วิบาก</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ของสมเด็จพระพนรัตน อาจ</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>วัดสระเกศ&#8221;</strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;"> </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมภารวัดสระเกศ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีเรื่องอื้อฉาว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ครั้งแผ่นดินต้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมัยรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ มาแล้วในอดีต</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตอนนี้ผมค้นคว้า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และนำเสนอเรื่องราว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">บุญ วาสนา บารมี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของพระพิมลธรรม (ด่อน)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ชะตาแรงกว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เบียด &#8220;สมเด็จพระพนรัตน อาจ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้ถูกถอดยศถอดตำแหน่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ลงมากลายเป็นเพียงแค่ &#8220;พระอาจ&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และกาลต่อมา พระพิมลธรรม (ด่อน)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ได้รับการเลื่อนชั้นทางสมณศักดิ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นสมเด็จพระพนรัตน แทน พระอาจ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อนความจริงว่าสมเด็จด่อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ชะตาชีวิตยังดวงดี โชคดีกว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้รับพิจารณาเลื่อนสมณกดิ์เป็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระพนรัตน ด่อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และได้รับการสถาปนาเป็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระสังฆราช ด่อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สถิต ณ วัดมหาธาต</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในช่วงแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ กับ รัชกาลที่๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่อง &#8220;พระ&#8221; ทำให้ ร. ๓ ปวดพระขมองอยู่หลายเรื่อง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องของสมเด็จพระพนรัตน อาจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ถูกฟ้องกล่าวหาว่า &#8220;ตุ๋ยเต็ก&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สุดท้าย &#8220;สารภาพ&#8221; ว่าอาจแค่ &#8220;หยอกเอิน&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ไม่ถึงขั้น &#8220;เสพสังวาส&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าการ &#8220;รักเด็กหนุ่ม&#8221; &#8220;เอ็นดูเด็กหนุ่ม&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เกินเลยวิสัย &#8220;พระเถระชั้นผู้ใหญ่&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็มีผลทำให้ &#8220;อนาคต&#8221; ที่จะเป็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;สมเด็จพระสังฆราช&#8221; ดับวูบลง มืดสนิท</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จอาจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ถูกถอดยศจากพระสมเด็จ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กลายเป็น พระภิกษุอาจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หลวงตาอาจ ด้วยข้อหา &#8220;ชายชอบชาย&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในช่วงปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต่อยุคต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นเรื่องราวเกิดขึ้นก่อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ ดวงมาลา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">น่าสนใจอ่าน ประวัติศาสตร์ตอนนี้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวการพระพุทธศาสนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เท่าที่ผมวิจัยและตรวจสอบเอกสาร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ไม่ใช่แค่ “โยนออกข้าง” แต่มี “แนวปฏิบัติ” ที่ทรงวางไว้ชัดเจน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รายละเอียดที่น่าสนใจ มีดังนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ข้อแรก รัชกาลที่ ๓ ทรง “จัดทีม” โดยวางพระทัยให้ “สมเด็จพระสังฆราช” “พระพุทธโฆษา” “พระพรหมมุนี”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“พระญาณวิริยะ” “กรมหมื่นนุชิตชิโนรส” “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รวม ๖ รูป เป็น “ตัวแทน” ของรัชกาลที่ ๓ จัดการ “สอบสนามหลวง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แผนกบาลี ต่อเนื่องจากสมัยแผ่นดินราชวงศ์อยุธยา</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จาก “หลักฐานสืบเนื่อง” พบว่า “สมเด็จพระสังฆราช” ที่รัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทรงมอบ “ราชธุระ” ให้ “จัดการศึกษา” สนองแนวพระราชดำริคือ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“สมเด็จพระสังฆราช” (ด่อน) ซึ่งตามประวัติ พบเพียงว่าประสูติในรัชกาล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๔</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๐๔ ปรากฏหลักฐานในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ว่าเป็นที่ “พระเทพโมลี” อยู่วัดหงส์ ถึงรัชกาลที่ ๒ เลื่อนขึ้นเป็นที่ “พระพรหมมุนี”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แล้วเลื่อนขึ้นเป็น “พระพิมลธรรม” เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๕๙ ขณะอายุเพียงแค่ ๕๕ ปี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นับว่า “เร็ว-แรง-รวด” ในปีเดียวกับที่ทรงตั้ง “สมเด็จพระสังฆราช (มี)”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เท่าที่ดูจากพยานหลักฐานสำคัญ รัชกาลที่ ๒ คือพระพุทธเลิศหล้านภาลัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ทรงเห็น “สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน)” อยู่ในพระเนตรพระกรรณแต่อย่างใด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมัยนี้ก็เรียกว่า “ม้ามืด” หรือ “ม้านอกสายตา”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทฤษฎี “ม้ามืด” หรือ “ม้านอกสายตา” ผมฝากให้นำไปขบคิด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เวลานี้หลายวงการ คนที่ก้าวขึ้นเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ ล้วนเป็นม้ามืดและม้านอกสายตา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยกันแทบทุกวงการ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เกร็ดประวัติศาสตร์พุทธศาสนาช่วงต้นรัตนโกสินทร์น่าสนใจ ต้อง “ปะติดปะต่อ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และ “ผูกเรื่องราว” เอาเอง ถึงปี พ.ศ. ๒๓๖๒ ปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทรงพระราชดำริจะตั้ง “สมเด็จพระพนรัตน (อาจ) วัดสระเกศ เป็นสมเด็จพระสังฆราช</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงโปรดให้แห่ไปอยู่วัดมหาธาตุ เพื่อเตรียมการทรงตั้งต่อไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ “พระพิมลธรรม (ด่อน)” ย้ายจากวัดหงส์รัตนาราม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มาครองวัดสระเกศ เป็นเจ้าอาวาสแทนสมเด็จพระพนรัตน (อาจ) ในปี พ.ศ. ๒๓๖๒ นั้น</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พูดอย่างภาษาชาวบ้าน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วาสนาของ “พระพิมลธรรม (ด่อน)”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไปได้ไกลเกินก็เป็นเพียงแค่ “เจ้าอาวาสวัดสระเกศ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หรือไกลสุดเอื้อม เต็มที่ก็แค่ “สมเด็จพระพนรัตน (ด่อน)”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่แตกต่างจาก “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทยมหาเถร)”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งก็ไม่คาดคิด คาดหวัง คาดฝันว่าพระองค์จะมีบุญมีวาสนาได้รับการสถาปนาเป็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช” สถิต ณ วัดสระเกศ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในวันที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖ และได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชสั้นๆ เพียงแค่ ๒ ปีเศษ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็สิ้นพระชนม์ลง ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘ ในแผ่นดินของรัชกาลที่ ๙</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แทนที่ “สมเด็จพระพนรัตน อาจ” วัดสระเกศ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้เป็น “สมเด็จพระสังฆราช” ในรัชสมัยแห่งรัชกาลที่ ๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อยู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดคาดฝัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถ้าเราพิเคราะห์เหตุการณ์ร่วมสมัยยุคดิจิทัล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เต็ง ๑ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระสังฆราช”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จพระสังฆราช”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่า “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร)” วัดราชบพิธ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ม้ามืด ม้านอกสายตา ไม่มีใครคาดคิด คาดหวัง และคาดฝัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กลับมีบุญวาสนาสูงกว่า ได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จพระสังฆราช” แทน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๓๖๒ น่าขบคิด เพราะสำหรับสมเด็จพระพนรัตน (อาจ)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นั้น เมื่อแห่ไปอยู่วัดมหาธาตุได้ ๘ เดือน ยังมิทันได้ทรงตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็เกิดอธิกรณ์มีเรื่องมีราวขึ้นเสียก่อน รัชกาลที่ ๒ จึงโปรดให้ถอดออกจากสมณศักดิ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แล้วให้ออกไปเสียจากวัดมหาธาตุ จึงไปอยู่ที่วัดไทรทอง ซึ่งเรียกกันอีกชื่อว่าวัดแหลม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คือบริเวณตรงกับที่สร้างวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน กระทั่งถึงแก่มรณภาพ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และรัชกาลที่ ๒ ทรงตั้ง “พระพิมลธรรม (ด่อน)” ขึ้นเป็น “สมเด็จพระพนรัตน (ด่อน)”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แทนในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ ในคราวเดียวกับทรงตั้งสมเด็จพระญาณสังวร (สุก) วัดราชสิทธาราม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ่านเรื่องราว “สมเด็จพระพนรัตน (อาจ)” ซึ่งถูกถอดออกจาก “สมเด็จ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ แล้ว ผมนึกถึงคำว่า “กรรม-กิเลส-วิบาก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คือผู้ใดก่อกรรมอันใดเอาไว้ สุดท้ายผู้นั้นก็ต้องรับกรรมอันนั้นด้วยตนเอง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมนึกถึงพระบาลีคือ “คาถาคัมภีร์ธัมมบท” ว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะบริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ รู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นเรื่องเฉพาะตัว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนอื่น จะให้อีกคนบริสุทธิ์ ย่อมเป็นไปไม่ได้”</span></strong></h2>
<p><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;-</span></strong></p>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๕  </strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“ผลงานสำคัญของรัชกาลที่ ๓</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์:</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>สึกพระราชาคณะ</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>จับติดคุก ๓ รูป</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>สังหารหมู่ ๑๐ ราย&#8221;</strong></span></h1>
<h1></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่จั่วหัวไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็น &#8220;อีกด้าน&#8221; ที่สะท้อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ความเด็ดขาด&#8221; ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ประเด็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่เกี่ยวข้องกับ &#8220;คดีทิ้งบัตรสนเท่ห์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ใส่ร้ายใส่ความ &#8220;พ่อ&#8221; คือ &#8220;รัชกาลที่๒&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมมั่นใจว่านี่คือผลงานที่ ร. ๓ สลดพระทัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และสะเทือนพระทัยเป็นยิ่งนัก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผม &#8220;คาดเดา&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และ &#8220;ลงสันนิษฐาน&#8221; เอาเองว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การที่ &#8220;รัชกาลที่ ๓&#8221; เปลี่ยนความคิด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เปลี่ยนแปลงตนเอง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จากคน &#8220;ห้าว&#8221; และ &#8220;เข้มงวด&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กลายเป็นคนละคน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อะไรก็ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยังไงก็ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่างไรก็ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็คง &#8220;จาก&#8221; สาเหตุ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คดีสำคัญดังกล่าวนี้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระจะทำอะไร ใดๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่๓ ก็รับสั่งว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ไม่เป็นไร&#8221; บ้าง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์&#8221; บ้าง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่มาที่ไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็น่าจะเกิดจาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การจับพระราชาคณะ ๓ รูป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ติดคุก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และการฆ่าพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระดับพระองค์เจ้า ที่เป็นพระญาติกัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รวมถึง &#8220;บริวาร&#8221; และ &#8220;คนใกล้ชิด&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่เกิดจากมูลคดีคล้ายคลึงกันคือ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;บัตรสนเท่ห์&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โดยที่ &#8220;คำพิพากษา&#8221; ที่รัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทรง &#8220;เขียน&#8221; และทรง &#8220;ร่วม&#8221; รับรอง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ลงนามไว้ อาจมีข้อ &#8220;พลั้งเผลอ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จนเป็นสาเหตุแห่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;กรรม-กิเลส-วิบาก&#8221; ในชีวิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของพระองค์ท่าน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวตอนนี้ &#8220;ดุเดือด&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมนึกถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระบาลี มงคลสูตร ในคัมภีร์ขุททกปาฐะ พระไตรปิฎก ความว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ผุฏฺฐสฺส จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“จิตของผู้ที่ถูกโลกธรรมสัมผัสแตะต้องไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ปลอดปราศจากธุลี เยือกเย็นใจ นั่นเป็น “มงคลอันสูงสุด” ในชีวิต”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนเราไม่ว่า “ผม” ไม่ว่าใคร ต้องหมั่นขบคิด ทบทวน และพิจารณา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“โลกธรรม ๘ อันประกอบด้วย “ลม” ที่พัด “โชคชะตา” คือ “ชีวิต”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้ไปพบเจอ “โลกธรรมฝ่ายดี ๔ ประการ” อันประกอบด้วย “ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ” ซึ่งตรงข้ามกับ “โลกธรรมฝ่ายเสื่อม ๔ ข้อ” อันประกอบด้วย “เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ทุกข์ และคำนินทา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ว่า “ผม” หรือ “ผู้อ่าน” ทุกท่าน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ล้วน “เผชิญ” โลกธรรม ๘ ประการ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยกันทั้งสิ้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ดังนั้น อย่าประมาท ในการใช้ชีวิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่าไปทำให้ใครเจ็บ หรือตาย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่าไปฉ้อ ฉล คด โกง ใคร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่าให้ใครหมั่นไส้ อิจฉา ริษยา เลื่อยขา และใส่ร้ายใส่ความ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จนตัวเราเสียผู้เสียคน เพราะน้ำคำ น้ำถ้อย และลมปากคน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และอย่าใช้ &#8220;อำนาจ&#8221; ทำเกินหน้าที่</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จนมีคนบาดเจ็บ คนล้มตาย คนติดคุก ติดตะราง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพราะ &#8220;การบันดาลโทสะ&#8221; และ &#8220;ความโมโห&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อันเป็น &#8220;อารมณ์ชั่ววูบ&#8221; ของเรา ในชั่วขณะ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถึงตอนนี้ ผมเริ่ม “เห็น” เค้าเงื่อน “อะไร” บางอย่าง “ในพระทัย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของรัชกาลที่ ๓ ที่รับสั่งเสมอว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การเป็น “ผู้พิพากษา” ที่โบราณเรียก “ตุลาการ” ตัดสิน พิพากษาคดีความพระ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในฐานะที่เป็น “เสนาบดี” กำกับดูแล “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำความลำบากใจให้แก่ “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” มากน้อย หลายเรื่อง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวของสมเด็จพระพนรัตน อาจ วัดสระเกศ ก็คงเป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องราว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่รัชกาลที่ ๓ ทรงหนักพระทัย และทรงอึดอัดพระทัย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมสงสัย ใคร่รู้ว่า “สมเด็จพระพนรัตน (อาจ)” ต้องคดีความด้วยข้อกล่าวหาอันใด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงได้ “อ่าน” พระราชพงษาวดาร เพิ่มเติมพบข้อมูลน่าสนใจในหน้า ๕๐๑</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หัวข้อ “พระราชาคณะต้องอธิกรณ์” พระราชพงศาวดาร บันทึกไว้ว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ครั้นมาถึงเดือนสิบสอง (พ.ศ. ๒๓๕๙) มีโจทก์ฟ้องพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วัดมหาธาตุ พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลาง พระมงคลเทพ (จีน) วัดหน้าพระเมรุ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรุงเก่า ว่ากระทำ “เมถุนปาราชิก” จนมีบุตรเติบโตหลายคน โปรดให้ “กรมหมื่นรักษ์รณเรศวร”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” “กรมหมื่นสุรินทรรักษ์” เป็น “ตุลาการ” ชำระคดี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พิจารณาได้ความจริง ให้ลงพระราชอาญา ส่งไปจำไว้ ณ คุก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราว &#8220;พระราชาคณะ&#8221; ติดคุก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถึง ๓ รูป นำโดย พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลาง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระมงคลเทพ (จีน) วัดหน้าพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นตำนานพระสงฆ์ ที่น่าอ่านกันเป็นยิ่งนัก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพราะมีทั้งผู้เห็นด้วย และเห็นต่าง เป็นอันมาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สุดท้าย มีศิษย์พระ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต้อง &#8220;สังเวย&#8221; ชีวิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพื่อพระที่ตนนับถือ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่างพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ต้อง &#8220;สังเวยคดีพระ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยชีวิตของศิษย์เอก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่มิได้ก่อกรรม อย่าง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรมหมื่นศรีสุเรนทร์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และมีผลสืบเนื่อง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้รัชกาลที่ ๓ ชำระคดีความ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;บัตรสนเท่ห์&#8221; คดีอื่นๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สุดท้าย ถูกรัชกาลที่ ๓ ในฐานะ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ตุลาการ&#8221; ต้องรักษา &#8220;กฎหมาย&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย &#8220;สังหารหมู่&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รวม ๑๐ ราย เป็นอย่างน้อย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ฝ่าฝืน &#8220;พระราชอำนาจ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในแผ่นดินของรัชกาลที่ ๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งเป็น &#8220;เสด็จพ่อ&#8221; ของรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<p><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></p>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๖<br />
“กิเลส-กรรม-วิบากของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“รัชกาลที่ ๓ จับพระราชาคณะสึก ๓ รูป<br />
และจับติดคุกอีกต่างหาก”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong> </strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตอน ๖ เป็นตอนที่ผม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ่านช้าๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คิดช้าๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และเขียนช้าๆ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เหมือนมี &#8220;อะไร&#8221; บางอย่าง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มา &#8220;สะกด&#8221; นิ้วมือผม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้กดลงบน &#8220;แป้นพิมพ์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่างช้าๆ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โดยที่ผม &#8220;ควบคุม&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แป้นพิมพ์ ไม่ได้ !</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตอนนี้ น่าอัศจรรย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เกี่ยวพันกับ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรรม-กิเลส-วิบาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หลายชีวิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทั้งพระ และฆราวาส !</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวตอนนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็น “กรรม-กิเลส-วิบาก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของรัชกาลที่ ๓ โดยแท้จริง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถ้า &#8220;ย้อนอดีต&#8221; ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมเชื่อว่า ร. ๓ จะไม่ &#8220;ลงมือ&#8221; เป็นอันขาด</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อนได้จาก &#8220;บั้นปลาย&#8221; พระชนมชีพ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วันแล้ววันเล่า ล่องเรือมาในคลองบางกอกใหญ๋</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผ่านวัดโมลีโลกยาราม &#8220;บ้านเกิดบ้านเก่า&#8221; สมัยเด็ก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทะลุมาในคลองภาษีเจริญ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผ่านวัดปากน้ำ เป็นต้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่อยเลยมาจบลงที่วัดราชโอรส</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็นุ่ง &#8220;โสร่ง&#8221; ผืนเดียว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยืนคุมงานก่อสร้าง วัดราชโอรส</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ใต้ต้นพิกุล เดียวดาย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และเปรยกับคนใกล้ชิดว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ถ้าข้าตาย ข้าจะมาอยู่ใต้ต้นพิกุล&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ข้างโบสถ์วัดราชโอรส</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จากคำรำพัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่มีความคิด ความฝัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ความยึดติดใน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ตำแหน่ง&#8221; พระราชา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งให้คุณให้โทษคนได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ยึดติดใน &#8220;หัวโขน&#8221; แต่อย่างใด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวของรัชกาลที่ ๓ ตอนนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">น่าครุ่นคิด พิจารณา และขบคิด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สำหรับกลุ่มคนที่กระหายและแย่งชิงอำนาจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยึดติดในหัวโขน ตำแหน่ง บทบาท</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;นายกรัฐมนตรี&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วันที่ไปเห็นสถานที่จริง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แท่นทรงงาน ใต้ต้นพิกุล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ข้างพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม เขตจอมทอง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมขนลุกซู่ เมื่อนึกถึง &#8220;คำเปรย&#8221; ของรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมคาดเดาว่า แต่เดิม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นิสัยของ ร. ๓ เป็นคน “ตงฉิน” “เด็ดขาด”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำตาม “กฎหมาย” ไม่ยืดหยุ่นตามหลัก “รัฐศาสตร์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าหลังเกิดเหตุการณ์ “ใส่ร้ายใส่ความ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ควรตาย ก็ให้ตาย ที่ควรให้ติดคุก ก็ให้ติดคุก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ลดหย่อน ผ่อนปรนลง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เปิดช่อง เปิดโอกาส</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้ผู้กระทำผิด หลบหนี “ราชภัย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ดังความที่ปรากฏต่อมา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในแผ่นดินของรัชกาลที่ ๓ เอง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวพระราชาคณะที่ถูกรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมัยเป็น “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” จับสึก ๓ รูป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะมาเกี่ยวพัน เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับ ร. ๓ ได้อย่างไร?</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ค่อยๆ อ่าน จะพบ “ความบังเอิญ” ที่ “ไม่บังเอิญ”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่แน่ๆ ผมอ่านจบแล้ว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กลัว “กรรม-กิเลส-วิบาก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของการใช้ “อำนาจ” เกินหน้าที่</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนเราทุกคน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีกรรมเป็นของตน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีกรรมเป็นกำเนิด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีกรรมเป็นของตน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำดีไว้ ก็ได้ดี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำร้ายใครเอาไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็จะถูกทำร้ายตอบ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คิดและเชื่อเช่นนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะอโหสิกรรม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ผูกใจเจ็บใคร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่อิจฉาริษยาใคร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่หมั่นไส้ใคร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะไม่ประมาทในบุญคือ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทาน-สีล-ภาวนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;"> “บุญเป็นที่พึ่งแท้จริง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของพวกเราในโลกหน้า”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่างแท้จริง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;"> “พระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๒”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หน้า ๕๐๒ &#8211; ๕๐๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมขอเล่าด้วย “สำนวน” ผม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะเข้าใจง่ายกว่าอ่านตรงจากพงศาวดาร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชพงศาวดารตอนนี้เป็นเรื่องราว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ทิ้งบัตรสนเท่ห์”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครั้งนั้น กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ ซึ่งเป็นศิษย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“นายบุญศรี” อดีตพระพุทธโฆษาจารย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่เห็นด้วยกับ “คำพิพากษา” ซึ่งรัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นองค์คณะผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คดีดังกล่าว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เจ้าพระยาทิพากรวงศ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">บันทึกไว้ว่า “นายสีพระพุทธโฆษาจารย์” ไม่เห็นด้วย ก็ทิ้งหนังสือเป็นคำโคลงหยาบช้าต่อตุลาการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พงศาวดาร ไม่ได้บันทึกเอาไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต้องไป “สืบค้น” จาก “ฉบับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ไกรสรพระเสด็จได้ สึกชี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรมเจษฎาบดี เร่งไม้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พิเรนทรแม่นอเวจี ไป่คลาส</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อาจพลิกแผ่นดินได้ แม่นแม้นเมืองทมิฬ”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;"> </span></strong></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๗<br />
“ศิษย์พลีชีพเพื่อพระอาจารย์</strong></span></h1>
<h1><strong><span style="color: #000080;"><span style="color: #ff0000;">พี่จำลงโทษน้อง</span><br />
<span style="color: #ff0000;">หลานจำไต่สวนและพิจารณาโทษอาชาย”</span><br />
&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การทิ้งหนังสือบัตรสนเท่ห์นี้ ผม “คาด” ว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ลึกซึ้ง” และ “กินใจ” ต่อ “อารมณ์” และ “ความรู้สึก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำให้เกิด “ความสะเทือนใจ” ถึง “กรรม-กิเลส-วิบาก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่รัชกาลที่ ๓ ทรงก่อ “คดีใหญ่” ด้วยพระองค์เอง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่จำใจลงมือเพราะ “บัตรสนเท่ห์” ฉบับนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กระทบกระทั่งถึงพระเจ้าแผ่นดิน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คือรัชกาลที่ ๒ ด้วย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงโปรดให้วังหน้าพิจารณา “บัตรสนเท่ห์” ฉบับนี้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้ประชุมพระราชวงศานุวงศ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กับนักปราชญ์ผู้รู้กาพย์กลอนโคลงฉันท์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พิจารณากันเป็นองค์คณะ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ลงความเห็นว่าเป็นสำนวนฝีโอษฐ์ของ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรมหมื่นศรีสุเรนทร์แน่แท้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงออกหมายเรียกกรมหมื่นฯมาสอบปากคำ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรมหมื่นศรีสุเรนทรเป็นจินตกวี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้ทรงแต่งโคลงสมโภชพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมวงศ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ไว้เรื่อง ๑</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กับฉันท์กล่อมช้างเผือกพลาย เมื่อคราวสมโภชพระยาเศวตกุญชรอีกเรื่อง ๑</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เหตุผลที่ ๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระเจ้าน้องยาเธอของรัชกาลที่ ๒ ผู้นี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นศิษย์ของพระพุทธโฆษาจารย์บุญศรี</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และหลักฐานที่สำคัญ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในโคลงบัตรสนเท่ห์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ใช้คำว่า “ไป่” แทน “ไม่”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งกรมหมื่นศรีสุเรนทร์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มักทรงใช้ในโคลงที่ทรงนิพนธ์แต่ก่อนๆ เสมอมา</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยเหตุผล ๓ ประการนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงมีรับสั่งให้เอากรมหมื่นศรีสุเรนทรมาขังไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แล้วให้เฆี่ยนถามต่อไปจึงได้รับเป็นสัจจะ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่น่าสะเทือนใจก็คือ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ทนรับพระราชอาชญา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คือถูกเฆี่ยนถูกโบยตีไม่ไหว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็สิ้นชีพใน “ทิม” คือ “ที่คุมขัง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยุคดิจิทัลเรียก “ทิม” ว่า “ห้องขัง”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขณะสิ้นพระชนม์ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ ช</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตรงกับวันอังคาร เดือนยี่ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีชวด อัฐศก จุลศักราช ๑๑๗๘ ตรงกับวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๕๙</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระชันษาเพียงแค่ ๓๐ ปี</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ประวัติย่อ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคันธรส กรมหมื่นศรีสุเรนทร์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"> (๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๓๐ &#8211; ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๕๙) </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีมะแม นพศก จุลศักราช ๑๑๔๙ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๓๐ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และเจ้าจอมมารดาพุ่ม ไม่มีนามสกุลพระราชทาน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในปี พ.ศ. ๒๓๕๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นศรีสุเรนทร์</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต้องพระราชอาญา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พ.ศ. ๒๓๕๙ สมเด็จพระอริยวงษาคตญาณ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระสังฆราช (ศุข) สิ้นพระชนม์ลง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครั้งนั้นว่ากันว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">อาจจะได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ก็ได้เกิดอธิกรณ์ซึ่งนับว่าเป็นครั้งสำคัญและครั้งแรกขึ้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในรัชกาลที่ ๒ เพราะมีพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นกำลังของคณะสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต้องอธิกรณ์เมถุนปาราชิกพร้อมกันถึง ๓ รูป </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ดังมีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารว่า</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ในเดือน ๑๒ ป็ชวดอัฐศก (พ.ศ. ๒๓๕๙) นั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีโจทก์ฟ้องว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ รูป ๑ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลางรูป ๑ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุกรุงเก่ารูป ๑ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทั้ง ๓ รูปนี้ประพฤติผิดพระวินัยบัญญัติข้อสำคัญ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต้องเมถุนปาราชิกมาช้านาน จนถึงมีบุตรหลายคน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นรักษ์รณเรศ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงพิจารณาได้ความเป็นสัตย์สมดังฟ้อง จึ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">งมีรับสั่งเอาตัวผู้ผิดไปจำไว้ ณ คุก&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคันธรส กรมหมื่นศรีสุเรนทร์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงเป็นศิษย์เอกในสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงโกรธในการกระทำอันเกินกว่าเหตุของเจ้านาย ๒ พระองค์คือ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"> &#8220;กรมหมื่นรักษ์รณเรศ&#8221; กับ &#8220;กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์&#8221; มาก </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และเห็นว่าอาจะเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อไม่ให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระอาจารย์ของกรมหมื่นศรีสุเรนทร์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ชื่อเสียงเสียหายมัวมองจนขาดคุณสมบัติได้รับการพิจารณา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้ได้รับการเสนอชื่อสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จึงทรงเขียนบัตรสนเท่ห์เล่นงานพระญาติด้วยกันเอง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๘ </strong></span></h1>
<h1></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“รัชกาลที่ ๓ ทรงชำระคดี<br />
พระราชาคณะต้องอธิกรณ์<br />
และเจ้านายชั้นสูงทิ้งบัตรสนเท่ห์”</strong></span><br />
<strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมเดาเอาว่า “เหตุการณ์ทิ้งบัตรสนเท่ห์” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็น ๑ ในองค์คณะผู้พิพากษา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะทรงสลดพระทัย ทรงสะเทือนใจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การที่ &#8220;ศิษย์&#8221; คือ &#8220;กรมหมื่นศรีสุเรนทร์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต้องมาชดใช้กรรมเก่าในอดีตชาติทดแทน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;พระคุณ&#8221; พระพุทธโฆษาจารย์ศรี ผู้เป็น &#8220;ครูบาอาจารย์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระอาจารย์ ที่ตนเคารพนับถือ เห็นว่าถูกกลั่นแกล้ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่เป็นธรรม</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และร. ๓ คงทรงฉุกคิด หวนคิดถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“กรรม-กิเลส-วิบาก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่ทรงมีส่วนร่วมก่อกรรมทำเข็ญ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กับ “กรมหมื่นศรีสุเรนทร์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่มากก็น้อย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ก็ต้องตัดสินตาม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;หลักฐาน&#8221; ที่ปรากฏ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตามคำฟ้องของผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผม “เดา” เอาเองว่า “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” โดยน้ำใสใจจริงแล้ว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถ้าผู้ฟ้องหากันด้วยหยาบช้าแล้ว ชำระเป็นสัจ ไต่สวนได้ความจริง ทรงพิพากษาอรรถคดี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตามความยุติธรรม รายที่ตายก็ควรตาย รายที่ควรจำคุกก็จำคุก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าก็มีเหตุบังเอิญให้ “รัชกาลที่ ๓” สมัยเป็น “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต้องจำใจจำยอมจำเป็น “หัวหน้าคณะผู้พิพากษา” คดีหนึ่ง ซึ่งผมว่า “ส่งผล”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต่อ “กรรม-กิเลส-วิบาก” โดยไม่เจตนา</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวมีว่า หลังเสร็จคดี “กรมหมื่นศรีสุเรนทร์” ก็มีผู้ทิ้งหนังสือหยาบช้า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“อีกาคาบข่าว” ในพระบรมมหาราชวังขึ้นอีก หนนี้รัชกาลที่ ๒ โปรดให้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” หรือ “รัชกาลที่ ๓” เป็นตุลาการพิจารณา</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรมหมื่นฯ พิจารณาโดยให้ค้นลายมือเจ้านาย และเจ้าจอมทุกตำหนัก ทุกเรือน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทุกวัง เอามาสอบกับ “บัตรสนเท่ห์” พงศาวดารใช้คำศัพท์ว่า “หนังสือทิ้ง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็พบว่า “สอดคล้อง” ต้องตรงกันกับ “ลายมือ” พระองค์เจ้ากระษัตรีซึ่งเป็นภคินี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของพระองค์เจ้าสุริยวงศ์ ได้ชำระความไล่เลียงไต่ถาม “พระองค์เจ้ากษัตรี”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ไม่ยอมรับ ด้วยทรงโมโหจึงรับสั่งให้ลงพระราชอาญาจำไว้ที่หลังห้องพระสุคนธ์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่า “พระองค์เจ้ากษัตรี” ขณะถูกคุมขังได้ติดสินบนผู้คุมเรือนจำให้ไปซื้อกระดาษ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กับดินสอมาให้ ได้เขียน “หนังสือ” แล้วจ้างผู้คุมไปมอบให้ “นายคล้าย” บุตรพระสิริโรท</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เอาไปทิ้งที่ท้องพระโรงอีกครั้ง นายคล้ายเป็น “คนรำ” แต่รัชกาลที่ ๒ พระราชทาน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้เป็น “บุตรบุญธรรม” ของพระองค์เจ้ากษัตรี พอ “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” ไต่สวน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็รับผิดทั้ง ๒ คน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวที่ควรจะจบเพียงแค่นี้ ก็ยังหายุติลงได้ง่ายๆ ไม่ เพราะต่อมา “ทาสชาย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของ “เจ้าจอมมารดาพิม” พระสนมของรัชกาลที่ ๒ ฟ้องกล่าวโทษว่า “เจ้าจอมมารดาพิม”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รักใคร่เป็นชู้กับ “นายสุด” พี่เขยของตัว ครั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เอาตัวมาไต่สวน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ชำระความ “นายสุด” ก็รับเป็นสัจจะแต่โดยดี ไม่ต่อสู้คดีแต่อย่างใด</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กาลภายหลัง เกิดเรื่องราววุ่นวายในวังหลวงอีกเรื่อง กล่าวคือ “นายอู่” พนักงานนมัสการ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ฟ้องกล่าวโทษ “นายนิ่ม” คนรำ บุตรหลวงราชโยธาเทพ ว่าเป็น “ชายชอบชาย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รักใคร่ให้เพลงยาวแก่ “นายรอด” ตำแหน่งขุนหมื่นในกรมช่างทหารใน เข้ามาทำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การเรือนในพระบรมมหาราชวัง สืบสาวได้ความว่าเป็นแต่พูดจานัดหมายให้ลาออก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ้างว่าป่วย จะได้ออกจากราชการมารักษาตัว สืบความพบพยานหลักฐานสาวเชื่อมโยมถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“หม่อมเจ้าองุ่น” ในกรมหลวงนรินทรณเรศวร กับ “ปราง” พี่ของ “นายนิ่ม” เป็นผู้มีส่วน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รู้เห็นด้วย เลยเอาตัวมาจำไว้ที่ “ทิม” หรือ “คุก” ในสวนซ้าย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครั้นเกิดความ “บัตรสนเท่ห์” พระองค์เจ้ากระษัตรีขึ้น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ชำระความ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ค้นลายมือได้หลักฐานสำคัญคือ “เพลงยาว” แต่งโดย “นายช้อย” ที่เรือนหม่อมเจ้าองุ่น</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตัวของ “หม่อมเจ้าองุ่น”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงทิ้งหนังสือเป็น “บัตรสนเท่ห์” ซ้ำอีก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รับสั่งให้ประหารชีวิต “นายช้อย” “นายรอด” “นายศุก” “พระองค์เจ้ากระษัตรี”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“หม่อมเจ้าองุ่น” “เจ้าจอมมารดาพิม” “นายคล้าย” “”แหโขลน” “นิ่ม” และ “ปราง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รวม ๑๐ คน </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่สำหรับราย “พระองค์เจ้ากระษัตรี” โปรดให้ไปสำเร็จโทษเสียด้วยท่อนจันทน์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ให้ “ถอดพระนาม” คงเรียกว่า “พระองค์เจ้ากระษัตรี” ดังเก่า</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ้างอิงที่มา : พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ หน้า ๕๐๑-๕๐๔</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่อง “พระราชาคณะต้องอธิกรณ์” และเรื่อง “กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ทิ้งบัตรสนเท่ห์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เล่ม ๑, สำนักพิมพ์ศรีปัญญา, ๒๕๕๕.</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๙</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;สมัยรัชกาลที่ ๒ และที่ ๓</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ก็เคยมีเรื่องราว</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ถอดยศจากตำแหน่งพระสมเด็จฯ</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ปรับสถานะให้กลายเป็นพระหลวงตา&#8221;</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>&#8212;&#8212;&#8212;</strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราว &#8220;หลวงตาอาจ&#8221; หรือ &#8220;พระอาจ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งครั้งที่ โชค ชะตา บุญ วาสนา บารมี หนุนนำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ได้ขึ้นสูงสุด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดใหญ่อย่างวัดสระเกศ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้เป็น &#8220;เต็ง ๑&#8221; ที่จะขึ้นเป็น &#8220;สมเด็จพระสังฆราช&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าในที่สุด ชีวิตจริง และความเป็นจริง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กลับถูกถอดยศ ถูกริบคืนตำแหน่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;สมเด็จ&#8221; ก็ไม่ได้เป็น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตำแหน่ง &#8220;เจ้าอาวาสพระอารามหลวง&#8221; ก็ถูกปลดออก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หนำซ้ำยังต้องคดี ถูกพระเจ้าอยู่หัว &#8220;เนรเทศ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ออกจากวัดใหญ่ ต้องไปใช้ชีวิตเงียบสงบ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และมรณภาพใน วัดราษฎร์เล็กๆ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อน ความไม่แน่นอน ของชีวิตคนเรา</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตอนนี้ น่าอ่าน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมค้นคว้าหลักฐานเพิ่มเติม จนได้ข้อยุติว่าเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวพันกัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ว่าเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๕๙ ตรงกับแผ่นดินรัชกาลที่ ๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระพนรัตน (มี) ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในคราวเดียวกันนี้ ร. ๒ โปรดให้สถาปนาพระพิมลธรรม (อาจ)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นสมเด็จพระพนรัตน ปริยัติวรา วิสุทธิสังฆาปรินายก ตรีปิฎกธราจารย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สฤทธิขัติยสารสุนทร มหาคณิศร บวรวามะคณะสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถึงเดือน ๑๒ ปี ๒๓๕๙ มีผู้ฟ้องร้องว่าพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี) วัดมหาธาตุ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระญาณสมโพธิ (เค็ม) วัดนาคกลาง และพระมงคลเทพมุนี (จีน) วัดหน้าพระเมรุ กรุงเก่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ต้องอาบัติปาราชิกมานานแล้ว เนื่องจากเสพเมถุนจนมีบุตรหลายคน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อไต่สวนพบว่าเป็นจริงก็โปรดให้นำทั้ง ๓ คนไปจำคุก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แล้วโปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (มี) และสมเด็จพระพนรัตน (อาจ)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่งหนังสือโอวาทานุสาสนี เกี่ยวกับข้อวัตรปฏิบัติอันสมควรแก่สมณะ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพื่อคัดแจกจ่ายไปตามพระอารามต่าง ๆ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หลังจากสมเด็จพระสังฆราช (มี) สิ้นพระชนม์และรับพระราชทานเพลิงพระศพ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๖๒</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๒ มีพระประสงค์จะสถาปนาสมเด็จพระพนรัตน (อาจ)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นสมเด็จพระสังฆราช จึงโปรดให้แห่มาสถิต ณ วัดมหาธาตุ ในเดือน ๔ </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในปีถัดมาเกิดอหิวาตกโรคระบาดหนักจนทำให้การสถาปนาต้องเลื่อนออกไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จนถึงเดือน ๑๑ มีผู้ฟ้องร้องว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“สมเด็จพระพนรัตน” ท่านชอบหยอกเอินศิษย์หนุ่มด้วยกิริยาไม่เหมาะสม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สมเด็จฯ ท่านรับสารภาพแต่ยืนยันว่าไม่ถึงปาราชิก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๒ จึงรับสั่งให้ถอดจากสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จพระราชาคณะ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แล้วเนรเทศออกจากพระอารามหลวง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตามประวัติ “หลวงตาอาจ” ซึ่งถึงคราวตกอับ อาภัพ อับวาสนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ชะตาชีวิตยามรุ่งเรือง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้เป็นถึง “สมเด็จพระพนรัตน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ถึงคราวตกยากและตกต่ำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ถูกถอดยศ ตำแหน่ง ฐานันดรศักดิ์ อันสูงส่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อ “กรรม-กิเลส-วิบาก” ให้ผลเพราะไม่สำรวม “กายกรรม-วจีกรรม”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระภิกษุอาจ จึงยอมรับในโชค ชะตา ฟ้าลิขิต ยอมจำนน “โองการ” ฟ้า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ย้ายไปอยู่วัดไทรทอง (ปัจจุบันคือวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จนกระทั่งมรณภาพในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ่านเรื่องราว “สมเด็จพระพนรัตน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หยอกเอิน “ศิษย์หนุ่ม” แล้วถูกลงพระราชอาญา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยการ “ถอด” ออกจากฐานันดรศักดิ์ชั้นสูงสุด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระดับ “สมเด็จ” แล้ว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมก็ให้คิดเห็นไปว่า ทุ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คิดเห็นก็เป็นอนิจจังไปเสียทั้งนั้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะดีจะชั่ว อยู่ที่ตัวทำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะสูงหรือต่ำ อยู่ที่ทำตัว</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราว “พระราชาคณะ” ที่ต้องคดีความจำนวนหลายรูป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วย “คดีความ” ความผิดข้อหาต่างๆ กัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็น “กรณีศึกษา” ที่ชวนให้ขบคิดกระทั่งถึงยุคดิจิทัลว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐ การที่พระราชาคณะระดับรองสมเด็จ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถูกดำเนินคดี ถึง ๓ รูป พระราชาคณะชั้นเทพ ถูกถอดออกจากฐานันดรศักดิ์อันสูงส่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะชั้นราช ก็ถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ ลงเป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คล้าย “พระภิกษุอาจ” ซึ่งเป็นอดีต “สมเด็จพระพนรัตน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คิดเห็นไปว่า ล้วนเป็นเรื่องของ “กรรม-กิเลส-วิบาก” ของแต่ละท่าน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่เป็น “ปัจจัตตัง” อันเจ้าตัวจะรู้หรือไม่ ก็ไม่มีใครพยากรณ์ได้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นเรื่องของ “สังสารวัฏ”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ดังนั้น เห็นใครรุ่งเรืองแล้วร่วงโรย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ส่วนตัวผมมองว่า “ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้กำลังใจกันได้ก็ควรให้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่าซ้ำเติมกันและกัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หาไม่แล้วจะเกิดกรณี “คิดเยอะ คิดมาก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กระทั่งผูกคอตายเพราะ “คิดไม่ตก” “ปลงไม่ได้”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อย่างรายกรณี “พระพรหมสุธี”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ วัดสระเกศ เป็นต้น</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งกาลต่อมา &#8220;พระพรหมสิทธิ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะชั้นรองสมเด็จฯ วัดสระเกศ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คู่กรณี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สุดท้าย &#8220;ตายทั้งเป็น&#8221; ด้วย &#8220;การติดคุก&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยังไม่ออก กระทั่งถึงบัดนี้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นึกถึงคำว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;สังสารวัฏ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;กรรม-กิเลส-วิบาก&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็น ปัจจัตตัง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สาระสำคัญที่เล่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มุ่งให้ผู้อ่านทุกท่าน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รักบุญ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระวังไม่สร้างบาป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่สร้างกรรม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้ไม่ชดใช้กรรมที่กอ่</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นสำคัญ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๐</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>&#8220;รัชกาลที่ ๓</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ทรงจับพระสึก ๕๐๐ รูปเศษ</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>พระราชาคณะเป็นปาราชิก</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ก็หลายรูป&#8221; </strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หลัง &#8220;ส่งเสริมและสนับสนุน&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าเกิด &#8220;ผลกระทบอีกแรง&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นั่นคือ เกิดมี &#8220;พระนอกรีตนอกรอย&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เกิดขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขนาดเป็นถึง &#8220;ตำแหน่งโปรดเกล้าฯ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตำแหน่ง &#8220;พระราชาคณะ&#8221; ที่มีเงินเดือน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เงินประจำตำแหน่ง &#8220;นิตยภัตร&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ชีวิตสบายๆ ไม่ลำบากเดือดร้อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่า &#8220;พระราชาคณะ&#8221; ยุคนั้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ยังเป็น &#8220;ปาราชิก&#8221; กันมาก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อนความจริงว่า อย่าให้พระมีลาภสักการะมาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะเคยตัว &#8220;เงิน&#8221; และ &#8220;ตำแหน่ง&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นำมาซึ่ง &#8220;อิตถี&#8221; &#8220;นารี&#8221; พิฆาตพระ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องราว เงิน &#8211; ตำแหน่ง &#8211; อิตถี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หรือ สตรี-สตางค์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำร้ายพระดี เสียผู้เสียคนเป็นอันมาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตั้งแต่สมัยแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แล้ว</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รวมถึงวงการอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น วงการการเมือง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมนึกถึง &#8220;พระบาลี&#8221; ในธัมมบทว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;กาเยน สํวุตา ธีรา อโถ วาจาย สํวุตา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มนสา สํวุตา ธีรา เต เว สุปริสํวุตา&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แปลว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;นักปราชญ์ทั้งหลาย ระมัดระวังกาย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระมัดระวังใจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นักปราชญ์เหล่านั้นแล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ได้ชื่อว่าระมัดระวังรอบคอบดีแล้วนักแล&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ใดๆ สะท้อนถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กรรม-กิเลส-วิบาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ปิดทวาร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ปิดกรรม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ควบคุมกิเลส</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่ประมาท</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็จะได้รับแต่</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วิบากแห่งกุสลกรรม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">บุญหนุน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กุสลนำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โชคชะตา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ชีวิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็เปลี่ยนแปลง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไปในทางที่ดี</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ทรงมีแนวพระราชดำริว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“มนุสฺสทุลฺลโภ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สรรพสัตว์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้บังเกิดเป็นมนุษย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พบพระพุทธศาสนานี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยากนัก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คล้าย “เต่าตาบอด”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จมอยู่ในมหาสมุทร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นับหมื่นปีแสนปี</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เจ้าพระคุณพระราชาคณะทั้งปวง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะรักษาพระศาสนาฝ่ายพุทธจักรนั้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มิได้มีดำริแนวคิดเหมือนฝ่ายพระราชา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่มีแนวคิดจะรักษาแผ่นดิน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ฝ่ายราชอาณาจักร</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถึงจะมีอันตราย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็จัดแจงแต่งตั้ง “ตัวแทน” “ตัวกัน” ขึ้นไว้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ฝ่ายพุทธจักรนั้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะจะรักษาพระศาสนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็มิได้ “ดำริ” “คิด”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่จะ “ฝึกสอน” ศิษยานุศิษย์ให้รู้พระไตรปิฎก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้สนองงาน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถึงจะเป็นอันตรายลง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะได้ “แทนกัน” ขึ้นไว้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระพุทธจักรกับพระราชอาณาจักร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มี “พระดำริ” มิได้ต้องกัน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงเป็นดังนี้</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ยุคดิจิทัล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถ้ามหาเถรสมาคมจะสืบสาน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สืบทอด สืบต่อ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แนวพระราชดำริ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ควรจัดประชุม “ชาวพุทธ” ทุกภาคส่วน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำแผนปฏิบัติการ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำการวิเคราะห์เทคนิค “สวอต” SWOT</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วิเคราะห์ “ภัยคุกคาม ๕ ประการ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งภัยประการแรกเกิดจาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ความเสื่อมภายใน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ภัยประการที่ ๒ คือ “ความเสื่อมภายนอก”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ภัยประการที่ ๓ คือ “ภัยจากศาสนาอื่น”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ภัยประการที่ ๔ คือ“ภัยจากลัทธิผสมผสาน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และภัยสุดท้าย “ภัยจากการแข่งขันกันเอง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตามแนวคิดของไมเคิล อี พอร์เตอร์</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำแบบจำลอง “ทำนายอนาคตพุทธศาสนา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วยหลัก Scenario</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มหาเถรสมาคม อย่านิ่งเฉย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ควรเสนอให้ “คณะสงฆ์” จัดประชุม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ตัวแทน” “ตัวกัน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และออกนโยบายสร้าง “ผู้นำ” ที่เป็น “ศาสนทายาท”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพื่อสืบทอดและนำพระพุทธศาสนาต่อไป</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เสนอให้รัฐบาล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระดมพล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระดมผู้รู้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ช่วยกันคิดอ่าน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ระดม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“พลังศรัทธา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในการส่งเสริมสนับสนุน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และปกปักรักษา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“พระพุทธศาสนา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โดยจะต้องให้ “พุทธบริษัท”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ช่วยกันคนละแรง “สร้าง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตัวตาย ตัวแทน ขึ้นรับช่วงสืบทอด</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“อำนาจ” ในการทำให้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;พุทธศาสนา&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สถิตถาวรยาวนานถึงห้าพันปี</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ผมก็ยังไม่พบ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;แผนยุทธศาสตร์&#8221; ใดๆ ที่ออกโดยมหาเถรสมาคม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แสดงให้เห็นถึง &#8220;ความพร้อม&#8221; ด้านพุทธจักร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่พบทั้ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“วิสัยทัศน์-พันธกิจ-ค่านิยม-แผนการ-โครงการ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สร้าง “ศาสนทายาท” ที่เป็นรูปธรรม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในฟากของ “มหาเถรสมาคม”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ จดบันทึกรายละเอียดไว้โดยย่อว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;เรื่อง “ชำระพระสงฆ์ประพฤติอนาจาร”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เมื่อ ณ เดือน ๑ เดือน ๒ เดือน ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เกิดชำระความพระสงฆ์ที่ประพฤติอนาจารมิควร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทั้งบ้านทั้งเมืองได้ตัวชำระสึกเสียก็มาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ประมาณ ๕๐๐ เศษ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ที่หนีไปก็มาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะเป็นปาราชิกก็หลายรูป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในเดือน ๔ นั้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การเมรุผ้าขาวสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) เสร็จแล้ว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ณ วันเดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ชักศพไปเข้าเมรุ ณ วันเดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชทานเพลิง”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตอนนี้</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๓๘๕</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">หลังรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครองราชย์มาได้ ๑๘ ปี</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ควรทราบว่ารัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เสด็จขึ้นครองราชย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พ.ศ. ๒๓๖๙-๒๓๙๔</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ตอนปลายสมัยของสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นับเป็นการชำระสะสาง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อลัชชีในคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ปรากฏ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในประวัติการปกครองคณะสงฆ์ในยุครัตนโกสินทร์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งแสดงให้เห็นถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ความเสื่อม” ของวงการสงฆ์ในยุคนั้น</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และหักล้างทฤษฎีว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8220;ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">กล่าวคือ ตอนต้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๓</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อาจปล่อยพระสงฆ์สบายๆ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่พอชักจะเละเทะ และไม่ไหว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็ทรงใช้ &#8220;พระราชอำนาจ&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สึกพระที่ประพฤติไม่เหมาะสม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จำนวนมากถึง ๕๐๐ รูปเศษ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และพบหลักฐานว่าพระราชาคณะ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นปาราชิกกันมาก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อน &#8220;การปฏิรูปสงฆ์&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ซึ่งสืบเนื่องต่อมา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถึงการถือกำเนิด &#8220;คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย&#8221;</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมเดาว่า</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระ-เณร-ชี มีมาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่ &#8220;เถร&#8221; ที่ไม่ใช่พระและเณร</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คงสร้างความเอือมระอา และเสื่อมศรัทธากันมาก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">“ความเข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจัง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ของรัชกาลที่ ๓ ที่ทรงทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทำตัวเป็น &#8220;ไวยาวัจกร&#8221; ทำงานแทนพระรัตนตรัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ด้วย ความคิดอ่าน คำพูด และการกระทำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่พูดไปเรื่อย ไม่รับปากไปเรื่อย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทรงพยายามทำ “พระให้เป็นพระ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และทรงทำ “วัดให้เป็นวัด”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มพระสติปัญญาอยู่เสมอ</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แน่นอนว่า “พระสงฆ์” หลบหนี “ราชภัย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ในแผ่นดินพระนั่งเกล้ากันมาก</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นอกจาก “พระภิกษุภู่” หรือ “สุนทรภู่” แล้ว</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมเชื่อว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)” วัดระฆังโฆสิตาราม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก็หนี “ราชภัย” ตามไปด้วย ตลอดรัชกาล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพิ่งจะหวนกลับมา ในแผ่นดินของรัชกาลที่ ๔</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เพราะสมเด็จโต ท่าน &#8220;แผลง&#8221; และ &#8220;ไม่ธรรมดา&#8221;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึง &#8220;หลบหนี&#8221; ตลอดราชภัย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็นถ้อยคำที่สมเด็จโต สนทนากับ รัชกาลที่ ๔ เอง</span></strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๑<br />
</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong> “พระราชนิพนธ์ขอขมาพระสงฆ์ของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<p>&nbsp;</p>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับ “วันสวรรคต” ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้บังเอิญว่าวันนี้เป็น “วันพระราชสมภพ” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คนทั่วไป เลยไม่ค่อยรับรู้ว่าวันนี้แท้ที่จริง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็น “วันสำคัญ” ในอดีต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวที่ผมอ่านแล้วเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และประทับใจเกี่ยวกับ “น้ำพระทัย” ของรัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีอยู่ ๒ เรื่องหลักด้วยกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตอน ๑๑ จะขอเล่าเรื่องแรกคือ “พระราชนิพนธ์ทรงขอขมาพระสงฆ์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สอบทานเป็นวันเดือนปีในยุคดิจิทัล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พบว่า “ข้อเขียนชิ้นนี้” เขียนขึ้นในวันเสาร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ไทย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๓๙๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เวลา ๑๗ นาฬิกาเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ สิ้นพระชนม์ ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๓๙๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ไทย </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แสดงว่าทรงตั้งพระทัย เขียนด้วยพระองค์เอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ล่วงหน้าเพียงแค่ ๒๕ วัน ก่อนสวรรคต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชนิพนธ์ เป็นสำนวนภาษาไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมอ่านแล้ว “ซาบซึ้ง” ในคำและความ ขอนำมาลง บางส่วน ดังนี้ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ศุภมัสดุ พระพุทธสาสนกาลเป็นอดีตล่วงแล้ว ๒๓๙๓ พรรษายุกาล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผคุณมาส ศุกรปักษ์ ฉัฏฐมีดิถี โสรวาร บริเฉทกาลกำหนด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพลาบ่าย ๕ โมงเศษ&#8230;”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ควรทราบว่า แต่โบราณ คนไทยเรานับวันเดือนปีแบบจันทรคติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผคุณมาส ตรงกับเดือน ๔</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ศุกรปักษ์ คือเวลาข้างขึ้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฉัฏฐมีดิถี คือวันขึ้นหรือแรม ๖ ค่ำ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ดูว่าเป็น “ศุกรปักษ์” ข้างขึ้น หรือ “กาฬปักษ์” ข้างแรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โสรวาร แปลตรงตัวว่า “วันเสาร์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ส่วนตัวผมเห็นว่า “ผู้ที่รักการศึกษา”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ควรขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะจะทำให้อ่านคำและความโบราณ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยความเข้าใจในอรรถและธรรมที่ลึกซึ้ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เมื่อตีความได้ถูกต้อง เข้าใจตรงกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็จะเกิดความคิดอ่านที่ไม่เคยมี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จากข้อคิดข้อเขียนเก่าๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ยกตัวอย่างเช่น “ข้อเขียนก่อนสวรรคต ของรัชกาลที่๓”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมว่า คนที่ “เตรียมตัวตาย” แบบรัชกาลที่ ๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็น “ตัวอย่าง” และ “แบบอย่าง” ที่ดีเยี่ยม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตลอดระยะเวลา “ไตรมาสสุดท้าย” ก่อนสิ้นพระชนม์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงวางแผน “เตรียมตัวตาย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ดังนั้น เมื่อถึงวันเวลาที่สิ้นพระชนม์จริงๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ลูกๆ หลานๆ พี่ๆ น้องๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้านาย พระราชวงศานุวงศ์ อำมาตย์ ข้าราชบริพาร</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระสงฆ์ราชาคณะ และผู้เกี่ยวข้อง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จึงมิได้ “เปิดศึก” แย่งชิง “อำนาจ” และ “สังหาร” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หรือ “ลอบสังหาร” ฝ่ายตรงข้าม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สิ่งที่ “ค้างคา” ในใจของรัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในรอบ ๓ เดือนก่อน “สวรรคต” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องแรกคือ “ราชบัลลังก์” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรง “เผย” รายชื่อ อย่างน้อย ๔ ชื่อ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สรุป ๑ ใน ๔ ชื่อที่ทรง “ทำนาย” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ได้สืบทอด “พระราชอำนาจ” จริง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นั่นคือ “รัชกาลที่ ๔”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ก็มาพร้อมกับ “ความห่วงใย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องเดียวคือทรงเกรงว่าพระจอมเกล้า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะใช้ “พระราชอำนาจ” บีบบังคับ ฝืนใจ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้พระสงฆ์สยาม เปลี่ยนจาก “ห่มแบบมังกร”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กลายเป็น “ห่มแหวก” แบบรามัญมอญ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ก็ทรงเป็นจอมปราชญ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จนทุกวันนี้ การห่มจีวร ก็มีทั้ง ๒ แบบ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มิได้มีเพียงแบบเดียว ตามที่รัชกาลที่ ๓ ทรงห่วงใย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ ทรง “ทำนาย” อนาคตสยามประเทศ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เอาไว้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะ “การศึกสงคราม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงมีวิสัยทัศน์อันแม่นยำราวกับตาเห็นว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าจะไม่มีอีกต่อไป”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และให้ “เรียนรู้” จาก “ฝรั่ง” แต่อย่าถึงกับ “นับถือเลื่อมใส”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เห่อฝรั่ง จนลืม “เอกลักษณ์ไทย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมพบว่า “สยามกับสหรัฐอเมริกา” เริ่มผูกสัมพันธไมตรีเป็นมิตรต่อกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในแผ่นดินรัชกาลที่๓ นี้เอง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องที่ ๓ รัชกาลที่ ๓ ทรงห่วงใย “พระราชาคณะทั้งหลาย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะละเลยการสร้าง “ศาสนทายาท” ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กับ ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ “วิชาการพระพุทธศาสนา” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีการแลกเปลี่ยนคัมภีร์ระหว่างสยามกับลังกา เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต่อจากแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในสมัยอยุธยา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ถึงกับมี “คณะลังกา” และมีพระสงฆ์ลังกาจำนวน ๑๑ รูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มาพำนักประจำ และ “วัดบวรนิเวศ” เป็นวัดศูนย์กลาง “นานาชาติ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีบาทหลวงต่างศาสนา มาสนทนา แลกเปลี่ยน พูดคุย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้ออรรถ ข้อธรรมกับเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งกาลต่อมาได้เป็น “รัชกาลที่ ๔”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีการเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาสันสกฤต และเริ่มมีการใช้ “เทคโนโลยีการพิมพ์”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพื่อช่วยเหลือการเรียนพระไตรปิฎกศึกษาให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว กว่าแต่เก่าก่อน</span></strong></h2>
<h2><em><span style="color: #ff0000;"><strong>อีกเรื่องคือ “การถวายทุนสนับสนุนการศึกษาพระไตรปิฎก” </strong></span></em><br />
<em><span style="color: #ff0000;"><strong>รัชกาลที่ ๓ ทรงชักชวน “ข้าราชการ” “อำมาตย์” “นักวิชาการ” “เศรษฐี” “เจ้าสัว”<br />
ให้ช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมการเรียนพระไตรปิฎก ให้แต่ละวัง แต่ละตำหนัก<br />
จ้าง “ครู” สอนบาลี สำนักต่างๆ และช่วยกันถวายอุปถัมภ์ “ครูบาลี” “พระและสามเณรที่เรียนบาลี”<br />
ในรูปแบบที่เรียกว่า “นิตยภัตร” ในรูปของ “เงินเดือน” และ “ข้าวถัง”</strong></span></em><br />
<em><span style="color: #ff0000;"><strong>กับ “คิลานภัตร” ในรูปของ “ยารักษาโรค”</strong></span></em></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระสงฆ์สามเณรยุคนี้ เรียนพระปริยัติธรรมกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เยอะมาก วัดใหญ่ๆ อย่างวัดอรุณราชวราราม วัดราชโอรสาราม วัดสุทัศนเทพวราราม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดมหาธาตุ วัดบวรนิเวศ มีพระภิกษุจำพรรษากันจำนวนร้อยถึงหลายร้อยรูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เฉพาะพระและสามเณรเปรียญที่นิมนต์รับถวาย “เงินสด” ในรูปของ “นิตยภัตร” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีจำนวนมากมายถึงเกือบหนึ่งหมื่นรูป สะท้อนว่า “รัชกาลที่ ๓” เข้าใจระบบ “อัดฉีด”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งกระตุ้นให้เกิด “แรงจูงใจ” ดังคำสมัยใหม่ว่า “เงินมีหน้าสด เงินหมดหน้าแห้ง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมประทับใจ “Human Resource Management” การจัดการทรัพยากรมนุษย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของรัชกาลที่ ๓ ซึ่งหลักใหญ่ใจความสำคัญคือ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รับสมัครผู้บวชเรียน-คัดเลือกผู้บวชเรียน-ฝึกหัดคัดกรองผู้บวชเรียน-ประเมินผลการเรียน-</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">การสร้างแรงจูงใจให้อยากเรียนพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะผ่าน “เงินสด” หรือ “ระบบประกันสุขภาพ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และ “สวัสดิการอาหาร” นับว่ายังคงทันสมัย เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของกิจการชั้นนำระดับนานาชาติทั่วโลก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าวัดวาอารามต่างๆ ละเลย HRM ทุกวันนี้ ถ้าวัดวาอารามต่างๆ ยังใช้ระบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมเรียกว่า “ระบบตายฝังยังเลี้ยง” พูดให้เห็นภาพชัดเจน ให้นึกถึงภาพ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“หมาแมวถูกนำไปปล่อยลอยแพทิ้งไว้ตามวัดแบบอนาถา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถ้า “มหาเถรสมาคม” ไม่ชักชวนพุทธบริษัทให้ช่วยกัน “คิดอ่าน”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">อนาคตวัดต่างๆ ก็คง “ไม่เหลือ” ศาสนทายาทผู้ที่มีใจสัทธาเลื่อมใส</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">อยากสืบทอด สืบสาน ดูแล รักษา ศาสนวัตถุ และศาสนทายาท สืบต่อไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขนาดรัชกาลที่ ๓ ใส่พระทัย ดูแลอย่างดี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในปีที่ ๑๘ ของรัชกาล </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ยังได้ทำจดหมายเหตุเป็นทางการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ระบุ “หลักฐาน” ยืนยันไว้ชัดเจนว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะขนาดจำนวนน้อยเพียงแค่ ๑๐๐ รูปเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ยังเป็นปาราชิกกันมาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระที่หลบหนีราชภัยก็มาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และถูกจับสึกก็มากมายถึงจำนวน ๕๐๐ รูปเศษ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ดังที่บอก ๘ ปีสุดท้ายแห่งรัชกาล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมคิดว่า “พระเจ้าอโสกแห่งกรุงสยาม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คือ “พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” ก็คงไม่สบายพระทัยนัก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เกี่ยวแก่เรื่อง “พระ-เถร-เณร-ชี” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ความจริงปรากฏจาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ข้อเขียน” ที่ไม่ระบุชื่อผู้เขียนจดสนองรายงาน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ระบุตรงๆ ว่าเป็น “พระราชนิพนธ์”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็แสดงให้เห็นว่า “รัชกาลที่ ๓” จงใจ “สื่อ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เกี่ยวกับ “สาร” คือ “สิ่งที่ค้างคาใจ” ก่อนจากไปยังปรโลก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มุ่งตรงถึง “พระ” โดยตรง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนแบบ “รัชกาลที่ ๓”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมมองว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในรอบหลายร้อยปี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะกลับมาเกิดอีกสักครั้ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนแบบนี้ เป็นตัวอย่างของ “คนสู้ชีวิต”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กว่าจะได้ราชบัลลังก์มาครอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็เกิดจาก “มันสมอง” และ “สองมือ” ล้วนๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และเป็นคนที่คิดและทำเพื่อ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จนวันสุดท้าย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่เข้าใจว่า “ราชาคณะต่างๆ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คงจะไม่ยอม “ษมา” และ “อโหสิกรรม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะรัชกาลที่ ๓ แทนที่จะได้รับยกย่องเป็น “มหาราช”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ท้ายที่สุด กลับได้เป็นเพียงแค่ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นึกถึงคำว่า “ทำคุณกับใคร เหมือนไฟตกน้ำ”</span></strong></h2>
<h2><span style="color: #000080;"><b>&#8212;&#8212;-</b></span></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๒</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“พระราชนิพนธ์ฉบับสุดท้ายของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อน “กิเลส-กิเลส-วิบาก” ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยสำนวนภาษาร่วมสมัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงพระประชวร มีความรำจวน (แปลว่าสะเทือนใจ)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถึงพระราชกิริยา (กายกรรม) ที่ได้ทรงประพฤติมา ในการซึ่งได้ทรง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ปฏิสันถารปราศรัย และมีพระราชดำรัส (วจีกรรม) ด้วยกิจใดๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กับพระสงฆ์ราชาคณะฐานานุกรม บาเรียน (เปรียญ) และภิกษุอนุจร องค์ใดๆ ก็ดี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตั้งแต่จำความได้มาจนกาลบัดนี้ ทรงพระปริวิตกระแวงอยู่ ว่าจะมีความพลั้งพลาด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ประมาทใน “โวหาร” เป็นการ “อคารวะ” (ใช้ถ้อยคำไม่เคารพ) </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่สมควรที่จะตรัสแก่สมณะในพระศาสนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อนึ่งตั้งแต่ทรงถวัลยราชราชาภิเษกมา บางทีอธิกรณ์มีในพระสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ได้ตรัสประภาษเป็นพระราชดำริดุจหนึ่งกระด้าง เพื่อจะให้พระราชาคณะ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฐานานุกรม เจ้าหมู่ เจ้าคณะทั้งปวง เกรงพระราชานุภาพ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">*วิจารณ์ตรงนี้ว่า “การที่ทรงแข็งกระด้าง” กับพระสงฆ์ ก็เพื่อให้พระสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เคารพ ยำเกรงใน “ราชานุภาพ” ซึ่งก็คือ “พระราชอำนาจ” โดยตรง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็คือ “กฎหมายบ้านเมือง” และหมายรวมถึง “พระธรรมวินัย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะให้อุตสาหะสั่งสอนศิษยานุศิษย์ และปราบปรามภิกษุอลัชชี เหล่าอันธพาล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้พระพุทธศาสนาถาวร วัฒนาการ บริสุทธิ สะอาด ด้วยอำนาจพระเดชานุภาพ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ที่เป็นศาสโนปถัมภก ก็ครั้งนี้มีพระราชวิตกว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระราชกิริยาทั้งปวงนั้น “ลางอัน” จะเป็น “อคารวะ” และ “ไม่เป็นที่ชอบใจ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แก่พระผู้เป็นเจ้าบางองค์ “วิปฏิสาร” (เดือดร้อนใจ) อยู่</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">*วิจารณ์ตรงนี้ว่า ต้องการเห็นพระราชาคณะ รับภาระ ธุระ พระศาสนา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต้องการให้พระสั่งสอนสร้างศิษย์ให้เป็นพระที่ทรงศีล และช่วยกันปราบปรามพระทุสีล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ขจัดออกจากวงการ เป้าหมายมุ่งให้พระพุทธศาสนา “ถาวร” “เติบโต” “หมดจด” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และ “ผุดผ่องใส” เป็นสำคัญ แต่บางทีการที่ทรง “เสียงดัง” พูดเหมือนข่มขู่ ตะคอกพระ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะเป็นผู้มีอำนาจ พระฟัง “เจ้า” พูดเสียงดังแล้ว ก็อาจเกิดความรู้สึกว่า “พระเจ้าอยู่หัว”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่เคารพพระ และการเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงมา พระอาจรู้สึกชัดใจ ไม่ประทับใจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสีหนาท อาราธนา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“เจ้าฟ้ามงกุฎ” “สมมุติเทวาวงศ์” (พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สมัยผนวช เรียกขานกันในวังว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ หรือเจ้าฟ้าใหญ่ คู่กับ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกขานกันว่า เจ้าฟ้าน้อย)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้เป็น “ธุระ” รับเชิญกระแสพระราชโองการ มาอ่อนน้อมนมัสการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ขอษมาโทษที่จะพึงมี เพราะพระราชดำรัส (วจีกรรม) </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เย้าหยอก ฤาคมคาย ใดๆ ก็ดีทั้งปวง เป็นพระราชกิริยาอันล่วงเป็นไปในพระราชาคณะ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฐานานุกรม เปรียญ ภิกษุอนุจรองค์ใดๆ ในเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งล่วงมาแล้วนั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้ทราบตลอดไปทุกรูป บรรดาที่ได้เคยเข้ามารัชราชนิมนตนกิจทั้งปวง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ขอให้พระผู้เป็นเจ้าทุกองค์จงปลงอัธยาศัย ออมอดโทษถวายอภัย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยน้ำใจอันเต็มไปด้วยเมตตากรุณาเป็นบุเรจาริก (เบื้องหน้า) อย่าให้เป็นกรรมเวรต่อไป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้สิ้นพระราชวิปฏิสารรำคาญทั้งปวงนั้น (ให้เลิกเป็นกังวลในใจอีกต่อไป)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">*พระราชนิพนธ์ตอนนี้ สะท้อนว่า รัชกาลที่ ๓ ท่านก็ “พูดเล่น” กับพระที่ท่านคุ้นเคย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และบางทีก็ “เล่า” ความในใจที่ “ลึกซึ้ง” และ “คมคาย” พูดให้พระเก็บไปคิด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โดยเฉพาะแนวคิด “การสร้างตัวแทน” และ “การเรียนพระไตรปิฎก” ซึ่งเป็นแก่นแท้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แก่นธรรมของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ไปลุ่มหลงกับ “เล่นแร่แปรธาตุ” “เล่นหวย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หรือ “การอื่นๆ” แทน แต่ความที่อาจไม่ “ระมัดระวัง” คำพูดคำจา จนไปก่อเกิดกลายเป็น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“วจีกรรม” เป็น “บาปกรรม” รัชกาลที่ ๓ ท่านไม่ประสงค์จะให้เป็นบาปเป็นกรรมติดตัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็เลยตัดสินใจ “เขียนคำขอขมา” ให้พระราชาคณะวัดต่างๆ รับทราบกัน<br />
และกรณีที่พระราชาคณะเป็นปาราชิกกันมากก็ดี<br />
การที่พระหลบหนีราชภัยกันมากก็ดี<br />
การที่พระถูกจับสึกในปีที่ ๑๘ แห่งการครองราชย์<br />
จำนวนมากถึง ๕๐๐ รูปเศษ ก็ดี สะท้อนว่า “ทรงไม่สบายพระทัย”<br />
ยังไม่นับที่ตัดสินจับพระผู้ใหญ่สึกถึง ๓ องค์<br />
ถอดยศ “สมเด็จพระพนรัตน” ลงเป็น “หลวงตา” เป็นต้น<br />
กายกรรม-วจีกรรมต่างๆ ล้วนทำให้เกิด “ความในใจ” ที่ต้องการ “ระบาย” ก่อนตาย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การเปิดใจคุยกัน ระหว่างรัชกาลที่ ๓ กับพระสงฆ์ที่กุมอำนาจปกครองสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ท่อนต่อไป ผมว่าน่าสนใจ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“อนึ่งขอให้พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง จงกระทำสัตยาธิษฐาน (อธิษฐานจิตด้วยสัจจะความจริง)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยคุณพระศรีรัตนตรัย และจตุปาริสุทธศีล และศาสนานุสิกขากิจ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถวายพระราชกุสโลทิศ (พระราชกุศล อุทิศ) แด่สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หั</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้มีประชวรคลายหายพระโรคเป็นเกษมสุขสวัสดิ์ ให้ได้ทรงปฏิบัติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บำเพ็ญพระกุศล เป็นพุทธการบารมี เพื่อพระโพธิญาณ สมควรแก่การ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ได้ทรงประสบพบพระพุทธศาสนา อันเป็นอดุลาดิศัยบุญเขตต์นี้เทอญ ฯ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้พระราชาคณะและฐานานุกรม บรรดาที่ได้มาอ่านกระแสพระราชโองการนี้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บอกแก่พระราชาคณะ ฐานานุกรม และเปรียญ ในอารามที่ยังไม่ได้อ่าน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มาอ่าน ณ ศาลายามค่ำ เวลาบ่ายต่อๆ ไป เถิด.</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">*ภาพชายคนหนึ่ง นุ่งโสร่ง ล่องเรือลำเล็ก มาในคลองบางกอกใหญ่</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผ่านวัดที่ “เพื่อน” สร้าง ซ้ายมือคือวัดกัลยาณมิตร </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คิดถึง “พระหลวงพ่อโตซำปอกง” ที่ “เจ้าตัว” เป็นผู้มาวางศิลาฤกษ์สร้างเอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้เพื่อนคือ “เจ้าพระยานิกรบดินทร์” ต้นตระกูล “กัลยาณมิตร”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ภาพขวามือเป็นภาพ “บ้านเกิด” สมัยเด็กๆ เดินเล่นกับน้องๆ คือ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้าฟ้าใหญ่ (รัชกาลที่ ๔) เจ้าฟ้าน้อย (พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ภาพตำหนักของพระอาจารย์ คือ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน)”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ทรงหล่อพระรูปให้คู่กับพระอุปัชฌาย์คือ “สมเด็จพระสังฆราช สุก ญาณสังวโร”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดราชสิทธาราม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก่อนที่วันแล้ววันเล่า จะจบลงที่ “แท่น” ข้างพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แล้วพอโพล้เพล้ ก็ล่องเรือกลับมาเทียบท่าที่พระบรมมหาราชวัง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ใกล้กับวัดพระเชตุพน เป็นแบบนี้ติดต่อกันหลายปี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โดยไม่ไปหาใคร ไม่สุงสิงกับใคร เจียมเนื้อเจียมตั</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีอำนาจ ก็ทำตัวเหมือนเป็นคนไม่มีอำนาจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนที่ไม่รู้จัก ก็คงมองไม่ออก นึกว่าเป็น “เจ้าสัว” คนมีอันจะกินคนหนึ่ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จากผิวพรรณ ใบหน้า และรูปร่าง เพราะยุคนั้น ยังไม่มีเทคโนโลยีถ่ายรูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร นอกจากจะมีทหารราชองครักษ์เพียงไม่กี่นายยืนเคียงข้าง</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<p>&nbsp;</p>
<h2><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๓<br />
“พระดำรัสอันเป็นอมตะของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วันนี้ เป็น “วันตาย” ของชายร่างใหญ่คนนั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่ง “ฝัน” ไว้ว่า “วันหน้า” ถ้าตาย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ดวงวิญญาณ” จะขอมาสถิต </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ณ แท่นทำงานเล็กๆ ใต้ต้นพิกุล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้างพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมประทับใจ “คำคมคาย” ที่รับสั่งไว้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในวันศุกร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๓ ก่อนสวรรคต</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพียงแค่ราวเดือนเศษว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“หนังสืออันนี้ถ้าท่านผู้ใดได้เห็นได้อ่านแล้ว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถ้าเห็นเหลือสติปัญญาซึ่งจะเยียวยาโรคข้าให้หายได้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็จงจำเริญพระไตรลักษณ์ว่า </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นามรูปํ อนิจฺจํ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นามรูปํ ทุกฺขํ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นามรูปํ อนตฺตา *</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะมีผลานิสงส์แก่ตนเป็นอันมาก”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">*แปลว่า นามรูป ไม่เที่ยง นามรูปเป็นทุกข์ นามรูป เป็นอนัตตา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">การที่ “เขียน” พระบาลีบทนี้ เพราะอาการของโรคคือ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เดินให้กะเสาะกะแสะ และกินข้าวไม่มีรสติดต่อกันมาปีเศษถึงสองปีแล้ว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กินข้าว ๙ มื้อ ๑๐ มื้อ จะมีรสสักมื้อ เบื่อข้าวสวย ก็กินแต่ข้าวต้ม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้าวรมควัน ข้าวมูนกะทิ กินได้แค่ถ้วยหนึ่ง ช้อนถ้วย เจ็บหลัง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เสียดท้องข้างซ้ายตามชายโครงตั้งแต่ยอดอกเป็นตะคริว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตั้งแต่ชายโครงลงไปจนกระทั่งข้อเท้า ได้ให้หมอนวดก็หายบ้าง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">๒๔ ชั่วโมง มีความสุขเพียงแค่ ๑๒ ชั่วโมง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นานๆไป จะสบายตัวก็เฉพาะตอนนวดเท่านั้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ได้แต่บอกหมอนวดให้หายามาให้กินหลายขนานก็ยังไม่ทุเลา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ร่างกายก็ซูบผอมลงทุกวันๆ เจ็บจนล้มหมอนนอนเสื่อ นอนหงายก็ไม่ได้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รู้สึกปวดคลื่นเหียน หิวมากแต่กินข้าวไม่ได้เลย เจ็บหน้าสะโพกจนนอนไม่หลับ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ละคืนเคลิ้มหลับได้เต็มที่ก็แค่ ๓ ชั่วโมง กลางวันได้งีบเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กินยาก็พอประทังมาได้ อีกโรคคือขัดปัสสาวะเบาออกเล็กน้อย ปวดอยู่หลายวัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">อั้นฉี่นานๆ ปล่อยก็ค่อยยังชั่ว โรคในกายมีเพียงแค่นี้ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้าราชบริพาร คนรอบตัวก็พยายามหาหมอทุกวงการมารักษา อาการป่วย ซึ่งมีอยู่เพียงแค่นั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่ลุกลามมากไปกว่านั้น แต่สุดท้าย ด้วยอายุขัยที่ “กรรม” กำหนด </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วันนี้ ๒ เมษายน ก็เสด็จสู่ “สวรรคาลัย” มิได้เสด็จไปสถิต ณ พระแท่น ข้างพระอุโบสถ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดราชโอรส ดังที่ตั้งพระทัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h1><strong><span style="color: #000080;"><span style="color: #ff0000;">ตอน ๑๔</span><br />
<span style="color: #ff0000;">“คติรัชกาลที่ ๓ อย่าประมาท”</span><br />
&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับ “วันสวรรคต” ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้บังเอิญว่าวันนี้เป็น “วันพระราชสมภพ” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คนทั่วไป เลยไม่ค่อยรับรู้ว่าวันนี้แท้ที่จริง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็น “วันสำคัญ” ในอดีต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวที่ผมอ่านแล้วเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และประทับใจเกี่ยวกับ “น้ำพระทัย” ของรัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีอยู่ ๒ เรื่องหลักด้วยกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตอน ๑๑ จะขอเล่าเรื่องแรกคือ “พระราชนิพนธ์ทรงขอขมาพระสงฆ์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สอบทานเป็นวันเดือนปีในยุคดิจิทัล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พบว่า “ข้อเขียนชิ้นนี้” เขียนขึ้นในวันเสาร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ไทย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับปีพุทธศักราช ๒๓๙๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เวลา ๑๗ นาฬิกาเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ สิ้นพระชนม์ ในวันที่ ๒ เมษายน ๒๓๙๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ไทย </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แสดงว่าทรงตั้งพระทัย เขียนด้วยพระองค์เอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ล่วงหน้าเพียงแค่ ๒๕ วัน ก่อนสวรรคต</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระราชนิพนธ์ เป็นสำนวนภาษาไทย สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมอ่านแล้ว “ซาบซึ้ง” ในคำและความ ขอนำมาลง บางส่วน ดังนี้ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ศุภมัสดุ พระพุทธสาสนกาลเป็นอดีตล่วงแล้ว ๒๓๙๓ พรรษายุกาล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผคุณมาส ศุกรปักษ์ ฉัฏฐมีดิถี โสรวาร บริเฉทกาลกำหนด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพลาบ่าย ๕ โมงเศษ&#8230;”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ควรทราบว่า แต่โบราณ คนไทยเรานับวันเดือนปีแบบจันทรคติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผคุณมาส ตรงกับเดือน ๔</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ศุกรปักษ์ คือเวลาข้างขึ้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฉัฏฐมีดิถี คือวันขึ้นหรือแรม ๖ ค่ำ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ดูว่าเป็น “ศุกรปักษ์” ข้างขึ้น หรือ “กาฬปักษ์” ข้างแรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โสรวาร แปลตรงตัวว่า “วันเสาร์”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ส่วนตัวผมเห็นว่า “ผู้ที่รักการศึกษา”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ควรขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะจะทำให้อ่านคำและความโบราณ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยความเข้าใจในอรรถและธรรมที่ลึกซึ้ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เมื่อตีความได้ถูกต้อง เข้าใจตรงกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็จะเกิดความคิดอ่านที่ไม่เคยมี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จากข้อคิดข้อเขียนเก่าๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ยกตัวอย่างเช่น “ข้อเขียนก่อนสวรรคต ของรัชกาลที่๓”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมว่า คนที่ “เตรียมตัวตาย” แบบรัชกาลที่ ๓</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็น “ตัวอย่าง” และ “แบบอย่าง” ที่ดีเยี่ยม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตลอดระยะเวลา “ไตรมาสสุดท้าย” ก่อนสิ้นพระชนม์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงวางแผน “เตรียมตัวตาย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ดังนั้น เมื่อถึงวันเวลาที่สิ้นพระชนม์จริงๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ลูกๆ หลานๆ พี่ๆ น้องๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้านาย พระราชวงศานุวงศ์ อำมาตย์ ข้าราชบริพาร</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระสงฆ์ราชาคณะ และผู้เกี่ยวข้อง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จึงมิได้ “เปิดศึก” แย่งชิง “อำนาจ” และ “สังหาร” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หรือ “ลอบสังหาร” ฝ่ายตรงข้าม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สิ่งที่ “ค้างคา” ในใจของรัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในรอบ ๓ เดือนก่อน “สวรรคต” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องแรกคือ “ราชบัลลังก์” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรง “เผย” รายชื่อ อย่างน้อย ๔ ชื่อ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สรุป ๑ ใน ๔ ชื่อที่ทรง “ทำนาย” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ได้สืบทอด “พระราชอำนาจ” จริง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นั่นคือ “รัชกาลที่ ๔”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ก็มาพร้อมกับ “ความห่วงใย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องเดียวคือทรงเกรงว่าพระจอมเกล้า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะใช้ “พระราชอำนาจ” บีบบังคับ ฝืนใจ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้พระสงฆ์สยาม เปลี่ยนจาก “ห่มแบบมังกร”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กลายเป็น “ห่มแหวก” แบบรามัญมอญ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ก็ทรงเป็นจอมปราชญ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จนทุกวันนี้ การห่มจีวร ก็มีทั้ง ๒ แบบ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มิได้มีเพียงแบบเดียว ตามที่รัชกาลที่ ๓ ทรงห่วงใย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ ทรง “ทำนาย” อนาคตสยามประเทศ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เอาไว้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะ “การศึกสงคราม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทรงมีวิสัยทัศน์อันแม่นยำราวกับตาเห็นว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าจะไม่มีอีกต่อไป”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และให้ “เรียนรู้” จาก “ฝรั่ง” แต่อย่าถึงกับ “นับถือเลื่อมใส”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เห่อฝรั่ง จนลืม “เอกลักษณ์ไทย”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมพบว่า “สยามกับสหรัฐอเมริกา” เริ่มผูกสัมพันธไมตรีเป็นมิตรต่อกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในแผ่นดินรัชกาลที่๓ นี้เอง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เรื่องที่ ๓ รัชกาลที่ ๓ ทรงห่วงใย “พระราชาคณะทั้งหลาย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะละเลยการสร้าง “ศาสนทายาท” ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กับ ๒ เรื่อง เรื่องแรกคือ “วิชาการพระพุทธศาสนา” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีการแลกเปลี่ยนคัมภีร์ระหว่างสยามกับลังกา เป็นเรื่องเป็นราวชัดเจน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต่อจากแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในสมัยอยุธยา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ถึงกับมี “คณะลังกา” และมีพระสงฆ์ลังกาจำนวน ๑๑ รูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มาพำนักประจำ และ “วัดบวรนิเวศ” เป็นวัดศูนย์กลาง “นานาชาติ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีบาทหลวงต่างศาสนา มาสนทนา แลกเปลี่ยน พูดคุย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้ออรรถ ข้อธรรมกับเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งกาลต่อมาได้เป็น “รัชกาลที่ ๔”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีการเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาสันสกฤต และเริ่มมีการใช้ “เทคโนโลยีการพิมพ์”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพื่อช่วยเหลือการเรียนพระไตรปิฎกศึกษาให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว กว่าแต่เก่าก่อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อีกเรื่องคือ “การถวายทุนสนับสนุนการศึกษาพระไตรปิฎก” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ทรงชักชวน “ข้าราชการ” “อำมาตย์” “นักวิชาการ” “เศรษฐี” “เจ้าสัว”<br />
ให้ช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมการเรียนพระไตรปิฎก ให้แต่ละวัง<br />
แต่ละตำหนัก จ้าง “ครู” สอนบาลี สำนักต่างๆ และช่วยกันถวายอุปถัมภ์ “ครูบาลี”<br />
คือ “พระและสามเณรที่เรียนบาลี” ในรูปแบบที่เรียกว่า “นิตยภัตร”<br />
ในรูปของ “เงินเดือน” และ “ข้าวถัง”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กับ “คิลานภัตร” ในรูปของ “ยารักษาโรค”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระสงฆ์สามเณรยุคนี้ เรียนพระปริยัติธรรมกัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เยอะมาก วัดใหญ่ๆ อย่างวัดอรุณราชวราราม วัดราชโอรสาราม วัดสุทัศนเทพวราราม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดมหาธาตุ วัดบวรนิเวศ มีพระภิกษุจำพรรษากันจำนวนร้อยถึงหลายร้อยรูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เฉพาะพระและสามเณรเปรียญที่นิมนต์รับถวาย “เงินสด” ในรูปของ “นิตยภัตร” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีจำนวนมากมายถึงเกือบหนึ่งหมื่นรูป สะท้อนว่า “รัชกาลที่ ๓” เข้าใจระบบ “อัดฉีด”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งกระตุ้นให้เกิด “แรงจูงใจ” ดังคำสมัยใหม่ว่า “เงินมีหน้าสด เงินหมดหน้าแห้ง”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผมประทับใจ “Human Resource Management” การจัดการทรัพยากรมนุษย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของรัชกาลที่ ๓ ซึ่งหลักใหญ่ใจความสำคัญคือ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รับสมัครผู้บวชเรียน-คัดเลือกผู้บวชเรียน-ฝึกหัดคัดกรองผู้บวชเรียน-ประเมินผลการเรียน-</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">การสร้างแรงจูงใจให้อยากเรียนพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะผ่าน “เงินสด” หรือ “ระบบประกันสุขภาพ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และ “สวัสดิการอาหาร” นับว่ายังคงทันสมัย เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของกิจการชั้นนำระดับนานาชาติทั่วโลก</span></strong></h2>
<p>_____</p>
<h2></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๕<br />
&#8220;ความผูกพันในพระพุทธศาสนาของรัชกาลที่ ๓”</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>&#8212;&#8212;-</strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทว่าวัดวาอารามต่างๆ ละเลย </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">HRM (การจัดการทรัพยากรมนุษย์)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทุกวันนี้ ถ้าวัดวาอารามต่างๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ยังใช้ระบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมเรียกว่า “ระบบตายฝังยังเลี้ยง” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พูดให้เห็นภาพชัดเจน ให้นึกถึงภาพ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“หมาแมวถูกนำไปปล่อยลอยแพทิ้งไว้ตามวัดแบบอนาถา”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ถ้า “มหาเถรสมาคม” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่รีบออกนโยบาย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ชักชวนพุทธบริษัทให้ช่วยกัน “คิดอ่าน”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อนาคตวัดต่างๆ ก็คง “ไม่เหลือ” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ศาสนทายาทผู้ที่มีใจสัทธาเลื่อมใส</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">อยากสืบทอด สืบสาน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ดูแล รักษา ศาสนวัตถุ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และศาสนทายาท สืบต่อไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขนาดรัชกาลที่ ๓ ใส่พระทัย ดูแลอย่างดี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในปีที่ ๑๘ ของรัชกาล </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ยังได้ทำจดหมายเหตุเป็นทางการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ระบุ “หลักฐาน” ยืนยันไว้ชัดเจนว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะขนาดจำนวนน้อยเพียงแค่ ๑๐๐ รูปเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ยังเป็นปาราชิกกันมาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระที่หลบหนีราชภัยก็มาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และถูกจับสึกก็มากมายถึงจำนวน ๕๐๐ รูปเศษ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ดังที่บอก ๘ ปีสุดท้ายแห่งรัชกาล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมคิดว่า “พระเจ้าอโสกแห่งกรุงสยาม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คือ “พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” ก็คงไม่สบายพระทัยนัก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เกี่ยวแก่เรื่อง “พระ-เถร-เณร-ชี” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ความจริงปรากฏจาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ข้อเขียน” ที่ไม่ระบุชื่อผู้เขียนจดสนองรายงาน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ระบุตรงๆ ว่าเป็น “พระราชนิพนธ์”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็แสดงให้เห็นว่า “รัชกาลที่ ๓” จงใจ “สื่อ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เกี่ยวกับ “สาร” คือ “สิ่งที่ค้างคาใจ” ก่อนจากไปยังปรโลก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มุ่งตรงถึง “พระ” โดยตรง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนแบบ “รัชกาลที่ ๓”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมมองว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในรอบหลายร้อยปี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะกลับมาเกิดอีกสักครั้ง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนแบบนี้ เป็นตัวอย่างของ “คนสู้ชีวิต”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กว่าจะได้ราชบัลลังก์มาครอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็เกิดจาก “มันสมอง” และ “สองมือ” ล้วนๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และเป็นคนที่คิดและทำเพื่อ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จนวันสุดท้าย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่เข้าใจว่า “ราชาคณะต่างๆ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คงจะไม่ยอม “ษมา” และ “อโหสิกรรม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะรัชกาลที่ ๓ แทนที่จะได้รับยกย่องเป็น “มหาราช”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ท้ายที่สุด กลับได้เป็นเพียงแค่ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นึกถึงคำว่า “ทำคุณกับใคร เหมือนไฟตกน้ำ”</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมขอเล่าถึง “พระราชนิพนธ์ฉบับสุดท้าย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สะท้อน “กรรม-กิเลส-วิบาก” ของพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยสำนวนภาษาร่วมสมัย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">รัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงพระประชวร มีความรำจวน (แปลว่าสะเทือนใจ)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถึงพระราชกิริยา (กายกรรม) ที่ได้ทรงประพฤติมา ในการซึ่งได้ทรง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ปฏิสันถารปราศรัย และมีพระราชดำรัส (วจีกรรม) ด้วยกิจใดๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กับพระสงฆ์ราชาคณะฐานานุกรม บาเรียน (เปรียญ) และภิกษุอนุจร องค์ใดๆ ก็ดี</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตั้งแต่จำความได้มาจนกาลบัดนี้ ทรงพระปริวิตกระแวงอยู่ ว่าจะมีความพลั้งพลาด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ประมาทใน “โวหาร” เป็นการ “อคารวะ” (ใช้ถ้อยคำไม่เคารพ) </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่สมควรที่จะตรัสแก่สมณะในพระศาสนา</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๖<br />
๒.๔.๒๕๖๒<br />
&#8220;พระราชนิพนธ์ขอขมาพระสงฆ์ของรัชกาลที่ ๓&#8221;</strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อนึ่งตั้งแต่ทรงถวัลยราชราชาภิเษกมา บางทีอธิกรณ์มีในพระสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ได้ตรัสประภาษเป็นพระราชดำริดุจหนึ่งกระด้าง เพื่อจะให้พระราชาคณะ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฐานานุกรม เจ้าหมู่ เจ้าคณะทั้งปวง เกรงพระราชานุภาพ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">*วิจารณ์ตรงนี้ว่า “การที่ทรงแข็งกระด้าง” กับพระสงฆ์ ก็เพื่อให้พระสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เคารพ ยำเกรงใน “ราชานุภาพ” ซึ่งก็คือ “พระราชอำนาจ” โดยตรง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็คือ “กฎหมายบ้านเมือง” และหมายรวมถึง “พระธรรมวินัย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8212;</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จะให้อุตสาหะสั่งสอนศิษยานุศิษย์ และปราบปรามภิกษุอลัชชี เหล่าอันธพาล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้พระพุทธศาสนาถาวร วัฒนาการ บริสุทธิ สะอาด ด้วยอำนาจพระเดชานุภาพ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ที่เป็นศาสโนปถัมภก ก็ครั้งนี้มีพระราชวิตกว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระราชกิริยาทั้งปวงนั้น “ลางอัน” จะเป็น “อคารวะ” และ “ไม่เป็นที่ชอบใจ”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แก่พระผู้เป็นเจ้าบางองค์ “วิปฏิสาร” (เดือดร้อนใจ) อยู่</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">*วิจารณ์ตรงนี้ว่า ต้องการเห็นพระราชาคณะ รับภาระ ธุระ พระศาสนา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต้องการให้พระสั่งสอนสร้างศิษย์ให้เป็นพระที่ทรงศีล และช่วยกันปราบปรามพระทุสีล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ขจัดออกจากวงการ เป้าหมายมุ่งให้พระพุทธศาสนา “ถาวร” “เติบโต” “หมดจด” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และ “ผุดผ่องใส” เป็นสำคัญ แต่บางทีการที่ทรง “เสียงดัง” พูดเหมือนข่มขู่ ตะคอกพระ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะเป็นผู้มีอำนาจ พระฟัง “เจ้า” พูดเสียงดังแล้ว ก็อาจเกิดความรู้สึกว่า “พระเจ้าอยู่หัว”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่เคารพพระ และการเป็นคนโผงผาง ตรงไปตรงมา พระอาจรู้สึกชัดใจ ไม่ประทับใจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">จึงมีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสีหนาท อาราธนา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“เจ้าฟ้ามงกุฎ” “สมมุติเทวาวงศ์” (พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สมัยผนวช เรียกขานกันในวังว่า เจ้าฟ้ามงกุฎ หรือเจ้าฟ้าใหญ่ คู่กับ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เรียกขานกันว่า เจ้าฟ้าน้อย)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้เป็น “ธุระ” รับเชิญกระแสพระราชโองการ มาอ่อนน้อมนมัสการ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ขอษมาโทษที่จะพึงมี เพราะพระราชดำรัส (วจีกรรม) </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เย้าหยอก ฤาคมคาย ใดๆ ก็ดีทั้งปวง เป็นพระราชกิริยาอันล่วงเป็นไปในพระราชาคณะ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฐานานุกรม เปรียญ ภิกษุอนุจรองค์ใดๆ ในเวลาอันใดอันหนึ่งซึ่งล่วงมาแล้วนั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้ทราบตลอดไปทุกรูป บรรดาที่ได้เคยเข้ามารัชราชนิมนตนกิจทั้งปวง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ขอให้พระผู้เป็นเจ้าทุกองค์จงปลงอัธยาศัย ออมอดโทษถวายอภัย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยน้ำใจอันเต็มไปด้วยเมตตากรุณาเป็นบุเรจาริก (เบื้องหน้า) อย่าให้เป็นกรรมเวรต่อไป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้สิ้นพระราชวิปฏิสารรำคาญทั้งปวงนั้น (ให้เลิกเป็นกังวลในใจอีกต่อไป)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">*พระราชนิพนธ์ตอนนี้ สะท้อนว่า รัชกาลที่ ๓ ท่านก็ “พูดเล่น” กับพระที่ท่านคุ้นเคย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">และบางทีก็ “เล่า” ความในใจที่ “ลึกซึ้ง” และ “คมคาย” พูดให้พระเก็บไปคิด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">โดยเฉพาะแนวคิด “การสร้างตัวแทน” และ “การเรียนพระไตรปิฎก” ซึ่งเป็นแก่นแท้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แก่นธรรมของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ไปลุ่มหลงกับ “เล่นแร่แปรธาตุ” “เล่นหวย”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หรือ “การอื่นๆ” แทน แต่ความที่อาจไม่ “ระมัดระวัง” คำพูดคำจา จนไปก่อเกิดกลายเป็น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“วจีกรรม” เป็น “บาปกรรม” รัชกาลที่ ๓ ท่านไม่ประสงค์จะให้เป็นบาปเป็นกรรมติดตัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็เลยตัดสินใจ “เขียนคำขอขมา” ให้พระราชาคณะวัดต่างๆ รับทราบกัน และกรณีที่พระราชาคณะเป็นปาราชิกกันมากก็ดี การที่พระหลบหนีราชภัยกันมากก็ดี การที่พระถูกจับสึกในปีที่ ๑๘ แห่งการครองราชย์ จำนวนมากถึง ๕๐๐ รูปเศษ ก็ดี สะท้อนว่า “ทรงไม่สบายพระทัย” ยังไม่นับที่ตัดสินจับพระผู้ใหญ่สึกถึง ๓ องค์ ถอดยศ “สมเด็จพระพนรัตน” ลงเป็น “หลวงตา” เป็นต้น กายกรรม-วจีกรรมต่างๆ ล้วนทำให้เกิด “ความในใจ” ที่ต้องการ “ระบาย” ก่อนตาย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">การเปิดใจคุยกัน ระหว่างรัชกาลที่ ๓ กับพระสงฆ์ที่กุมอำนาจปกครองสงฆ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ท่อนต่อไป ผมว่าน่าสนใจ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“อนึ่งขอให้พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง จงกระทำสัตยาธิษฐาน (อธิษฐานจิตด้วยสัจจะความจริง)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ด้วยคุณพระศรีรัตนตรัย และจตุปาริสุทธศีล และศาสนานุสิกขากิจ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถวายพระราชกุสโลทิศ (พระราชกุศล อุทิศ) แด่สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หั</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้มีประชวรคลายหายพระโรคเป็นเกษมสุขสวัสดิ์ ให้ได้ทรงปฏิบัติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บำเพ็ญพระกุศล เป็นพุทธการบารมี เพื่อพระโพธิญาณ สมควรแก่การ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ได้ทรงประสบพบพระพุทธศาสนา อันเป็นอดุลาดิศัยบุญเขตต์นี้เทอญ ฯ”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ให้พระราชาคณะและฐานานุกรม บรรดาที่ได้มาอ่านกระแสพระราชโองการนี้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บอกแก่พระราชาคณะ ฐานานุกรม และเปรียญ ในอารามที่ยังไม่ได้อ่าน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มาอ่าน ณ ศาลายามค่ำ เวลาบ่ายต่อๆ ไป เถิด.</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">*ภาพชายคนหนึ่ง นุ่งโสร่ง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ล่องเรือลำเล็ก </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ค่อยๆมาในคลองบางกอกใหญ่</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผ่านวัดที่ “เพื่อน” สร้าง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซ้ายมือคือวัดกัลยาณมิตร </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คิดถึง “พระหลวงพ่อโตซำปอกง” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ “เจ้าตัว” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็นผู้มาวางศิลาฤกษ์สร้างเอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ให้เพื่อนคือ “เจ้าพระยานิกรบดินทร์” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ต้นตระกูล “กัลยาณมิตร”</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ขวามือเป็น “วัดโมลีโลกยาราม”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ภาพเก่า “บ้านเกิด” ในอดีต </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผุดขึ้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สมัยเด็กๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เคยเดินเล่นกับน้องๆ คือ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้าฟ้าใหญ่ (รัชกาลที่ ๔) </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจ้าฟ้าน้อย (พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ภาพตำหนักของพระอาจารย์ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คือ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน)”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ตนเองหล่อพระรูปถวาย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">คู่กับพระอุปัชฌาย์คือ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“สมเด็จพระสังฆราช สุก ญาณสังวโร”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดราชสิทธาราม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เห็นเด่นเป็นสง่าแต่ไกล</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สะท้อนความเป็นคนกตัญญู</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กตเวทีรู้คุณครูบาอาจารย์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระปรางค์วัดอรุณลอยเด่น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ก่อนที่วันแล้ววันเล่า </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะจบลงที่ “แท่น” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้างพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แล้วพอโพล้เพล้ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็ล่องเรือกลับมาเทียบท่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่พระบรมมหาราชวัง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ใกล้กับวัดพระเชตุพน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เป็นแบบนี้ติดต่อกันหลายปี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">โดยไม่ไปหาใคร ไม่สุงสิงกับใคร </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เจียมเนื้อเจียมตัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">มีอำนาจ ก็ทำตัว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เหมือนเป็นคนไม่มีอำนาจ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">คนที่ไม่รู้จัก ก็คงมองไม่ออก </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นึกว่าเป็น “เจ้าสัว” คนมีอันจะกินคนหนึ่ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จากผิวพรรณ ใบหน้า และรูปร่าง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพราะยุคนั้น ยังไม่มีเทคโนโลยีถ่ายรูป</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นอกจากจะมีทหารราชองครักษ์</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพียงไม่กี่นายยืนเคียงข้าง</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ทั้งที่</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นี่คือ &#8220;จอมราชันย์&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผู้กุมราชอาณาจักรสยาม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไว้ในพระหัตถ์ แต่เพียงผู้เดียว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ทว่าก็ทำตัวง่ายๆ ติดดิน </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่วางตัวเย่อหยิ่ง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ง่ายๆ ทำตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">นี่คือ &#8220;แนวปฏิบัติ&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ผู้นำวงการต่างๆ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เช่น &#8220;ผู้พิพากษา&#8221; “เสนาบดี” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">บางคนเป็นต้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ควรน้อมไปปฏิบัติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่ใช่อ้าง &#8220;ทำงานแทนพระเจ้าอยู่หัว&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แล้วทำตัวเป็น &#8220;เจ้า&#8221; เสียเอง !</span></strong></h2>
<h2>&#8212;&#8212;&#8212;-</h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๗</strong></span></h1>
<p>&#8220;วันสุดท้ายของรัชกาลที่ ๓&#8221;</p>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วันนี้ เป็น “วันตาย” </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ของชายร่างใหญ่คนนั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่ง “ฝัน” ไว้ว่า “วันหน้า” ถ้าตาย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“ดวงวิญญาณ” จะขอมาสถิต </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ณ แท่นทำงานเล็กๆ ใต้ต้นพิกุล</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้างพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">แต่แล้วฝันก็ผันแปร</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กลายเป็นอื่นไป</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;-</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ผมประทับใจ “คำคมคาย” ที่รับสั่งไว้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในวันศุกร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๓ ก่อนสวรรคต</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เพียงแค่ราวเดือนเศษว่า</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">“หนังสืออันนี้ถ้าท่านผู้ใดได้เห็นได้อ่านแล้ว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ถ้าเห็นเหลือสติปัญญาซึ่งจะเยียวยาโรคข้าให้หายได้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ก็จงจำเริญพระไตรลักษณ์ว่า </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นามรูปํ อนิจฺจํ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นามรูปํ ทุกฺขํ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นามรูปํ อนตฺตา *</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">จะมีผลานิสงส์แก่ตนเป็นอันมาก”</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">*แปลว่า นามรูป ไม่เที่ยง นามรูปเป็นทุกข์ นามรูป เป็นอนัตตา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">การที่ “เขียน” พระบาลีบทนี้ เพราะอาการของโรคคือ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เดินให้กะเสาะกะแสะ และกินข้าวไม่มีรสติดต่อกันมาปีเศษถึงสองปีแล้ว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กินข้าว ๙ มื้อ ๑๐ มื้อ จะมีรสสักมื้อ เบื่อข้าวสวย ก็กินแต่ข้าวต้ม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้าวรมควัน ข้าวมูนกะทิ กินได้แค่ถ้วยหนึ่ง ช้อนถ้วย เจ็บหลัง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เสียดท้องข้างซ้ายตามชายโครงตั้งแต่ยอดอกเป็นตะคริว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ตั้งแต่ชายโครงลงไปจนกระทั่งข้อเท้า ได้ให้หมอนวดก็หายบ้าง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">๒๔ ชั่วโมง มีความสุขเพียงแค่ ๑๒ ชั่วโมง </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">นานๆไป จะสบายตัวก็เฉพาะตอนนวดเท่านั้น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ได้แต่บอกหมอนวดให้หายามาให้กินหลายขนานก็ยังไม่ทุเลา</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ร่างกายก็ซูบผอมลงทุกวันๆ เจ็บจนล้มหมอนนอนเสื่อ นอนหงายก็ไม่ได้</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">รู้สึกปวดคลื่นเหียน หิวมากแต่กินข้าวไม่ได้เลย เจ็บหน้าสะโพกจนนอนไม่หลับ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่ละคืนเคลิ้มหลับได้เต็มที่ก็แค่ ๓ ชั่วโมง กลางวันได้งีบเพียงแค่ ๑ ชั่วโมงเศษ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กินยาก็พอประทังมาได้ อีกโรคคือขัดปัสสาวะเบาออกเล็กน้อย ปวดอยู่หลายวัน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">อั้นฉี่นานๆ ปล่อยก็ค่อยยังชั่ว โรคในกายมีเพียงแค่นี้ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ข้าราชบริพาร คนรอบตัวก็พยายามหาหมอทุกวงการมารักษา อาการป่วย ซึ่งมีอยู่เพียงแค่นั้น </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ไม่ลุกลามมากไปกว่านั้น แต่สุดท้าย ด้วยอายุขัยที่ “กรรม” กำหนด </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วันนี้ ๒ เมษายน ก็เสด็จสู่ “สวรรคาลัย” มิได้เสด็จไปสถิต ณ พระแท่น ข้างพระอุโบสถ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">วัดราชโอรส ดังที่ตั้งพระทัย</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">&#8212;&#8212;&#8211;</span></strong></h2>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>ตอน ๑๘</strong></span></h1>
<h1><span style="color: #ff0000;"><strong>“ปริศนาในประวัติศาสตร์ : พระอุดมปิฎก<br />
พระราชาคณะที่รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชสัทธา” </strong></span></h1>
<h2><strong><span style="color: #000080;">——</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">เป็น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องราว</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระอุดมปิฎก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สอน พุทฺธสโร</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">พระราชาคณะ ป.ธ. ๙</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่รัชกาลที่ ๓ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ชอบสนทนาข้ออรรถ ข้อธรรม</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">แต่รัชกาลที่ ๔ ไม่ข้องแวะด้วย</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ไม่พบบันทึกไว้ในจดหมายเหตุ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">หรือพระราชพงศาวดารใดๆ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ้างอิงจาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"><a style="color: #000080;" href="https://l.facebook.com/l.php?u=https%3A%2F%2Fsangkhatikan.com%2Fmonk_view.php%3FID%3D14575%26fbclid%3DIwAR1wChbeWU2AhtZBOlsW8W4QAeEzrstglloXtPASjJvK_a1dvtr6Zm7eRyA&amp;h=AT3S029NIrUL4jeZkdhBtxeH5-BqwNjgra7xhC6lVEkz-mE4MEwk8WXwHbrPxeXYbos-Jj36-7NjlZp9xAAcdjxFMANipa399NhDnJWbTemHGAvT6sas_byk4lQfYGNzA0KAv8nudBWDcjfEJdoAyImI2FlEQccb-eOtJakSCSFHab8R">https://sangkhatikan.com/monk_view.php?ID=14575</a></span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">———</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">สถานะเดิมของพระอุดมปิฎก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระอุดมปิฎก มีนามเดิมว่า &#8220;สร (สอน)&#8221; เป็นบุตรของนายศรีแก้ว และ นางปาน ซึ่งเป็นต้นสกุล &#8220;ศิริกุล&#8221; ถือกำเนิดที่บ้านหัวสนทรา หรือ บ้านสนทรา ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา เอกศก จ.ศ. ๑๑๔๑ ตรงกับวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๒๒ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์</span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อุปสมบทของ “พุทฺธสโร ภิกฺขุ” </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๕๒ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ พระอุโบสถวัดวัง ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง โดยมี เจ้าคณะเมืองพัทลุง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ศรีแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า &#8220;พุทฺธสโร&#8221; การอุปสมบทครั้งนี้เล่ากันว่า พระอุดมปิฎกได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนจากพระยาพัทลุง (ทองขาว) เป็นอย่างดี</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การสอบเปรียญธรรมในอดีต </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระอุดมปิฎกได้เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรก โดยบิดามารดาได้นำตัวไปฝากเรียนกับอาจารย์ศรีแก้ว อดีตเจ้าอาวาสวัดสุนทราวาส ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ได้เรียน นโม ก ข ขอมไทย จนมีความรู้ความชำนาญ เมื่อุปสมบทแล้วพุทธสรภิกขุได้จำพรรษาที่วัดสุนทราวาส ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยจนมีความรู้แตกฉาน เพื่อให้การศึกษาพระพุทธศาสนากว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงได้ขออนุญาตบิดามารดา และกราบลาอาจารย์ เดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร โดยได้รับการอุปถัมภ์ช่วยเหลือจากพระยาพัทลุง (ทองขาว) ต่อมาได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดหงสาราม หรือวัดหงส์รัตนาราม ฝั่งธนบุรี ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักวัดหงส์รัตนาราม แต่ในชั้นต้นพระพุทธสรภิกขุมิได้เข้าเรียนตามชั้นที่อาจารย์สอนเพียงแต่ท่านถือโอกาสในเวลาที่พระภิกษุรูปอื่นเข้าห้องเรียนหนังสือไปปัดกวาดอยู่ใกล้ ๆ สถานที่สอนหนังสือ จึงมีโอกาสได้ฟังคำบรรยายของอาจารย์ไปด้วย กระทำอยู่อย่างนี้เป็นประจำ ทำให้ความรู้แตกฉานยิ่งขึ้น</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">การสอบเปรียญธรรมของพระภิกษุในสมัยก่อนใช้วิธีสอบแปลด้วยปากเปล่าต่อหน้าพระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อถึงกำหนดสอบ พระพุทธสรภิกขุไม่สามารถเข้าสอบได้ เพราะเป็นนักเรียนบ้านนอกและไม่ได้เข้าห้องเรียน ประกอบกับมีรูปร่างเล็กไม่สง่างาม จึงต้องอาสาสมัครไปช่วยเหลือกรรมการสอบด้วยการช่วยต้มน้ำร้อนชงน้ำชาถวายพระกรรมการเป็นประจำ</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งขณะที่พระกรรมการประชุมสอบพระภิกษุ ได้มีพระกรรมการรูปหนึ่งออกจากที่ประชุมเพื่อทำกิจส่วตัว ได้ยินพระพุทธสรภิกขุพูดกับพระภิกษุอื่นๆ ในวงน้ำชาว่า &#8220;ประโยคนี้ใครแปลไม่ได้ก็แย่แล้ว&#8221; พระกรรมการมีความสนใจจึงหันมาถามพระพุทธสรว่า &#8220;แปลได้หรือ&#8221; พระพุทธสรภิกขุได้ตอบว่า &#8220;ถึงแปลได้ก็ไม่มีคนรับรองให้เข้าสอบ&#8221; พระกรรมการรูปนั้นยินดีรับรองให้ พระพุทธสรภิกขุจึงได้เข้าสอบ และได้ใช้วิชาความรู้ ความเฉลียวฉลาด จนสามารถสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคในวันเดียวเป็นการสร้างชื่อเสียงให้สำนักวัดหงส์รัตนารามมาก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">และยังเป็นที่ยกย่องชอบพอพระราชหฤทัยเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นอย่างยิ่ง เพราะในสมัยที่จำพรรษาอยู่ที่วัดหงส์รัตนารามนั้น พระพุทธสรภิกขุมีความสนิทสนมเป็นอย่างดีกับพระองค์ท่าน</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เล่ากันว่าพระองค์ได้เสด็จมาสนทนาธรรมกับพระพุทธสรภิกขุเป็นประจำ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านธรรมและภาษาบาลี จนกระทั่งพระพุทธสรภิกขุได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามรูปที่ ๕ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เสด็จสวรรคต พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เมื่อถึงกำหนดพระราชพิธีราชาภิเษก เนื่องจากเคยมีความสนิทสนมกับพระพุทธสรภิกขุมาก่อน จึงได้รับการอาราธนาไปในงานพระราชพิธีด้วย ในวันพระราชพิธีราชาภิเษก เมื่อพระสงฆ์ราชาคณะ มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานเข้านั่งตามลำดับชั้น ส่วนพระพุทธสรภิกขุนั่งอยู่ปลายแถว เพราะในขณะนั้นท่านยังเป็นพระสามัญ และเป็นพระที่ไปจากชนบทด้วย เมื่อรัชกาลที่ ๓ ได้เสด็จสู่โรงพิธีนมัสการพระสงฆ์แล้ว ทรงทอดพระเนตรไปทั่วๆ เพื่อจะหาใครคนหนึ่ง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เมื่อทอดพระเนตรไปเห็นพระพุทธสรนั่งอยู่ปลายแถว จึงได้เสด็จมุ่งตรงไปยังท่านแล้วหมอบกราบลงบนตัก ทรงตรัสว่า &#8220;โยมนี้เป็นห่วงมาก คิดถึงมาก เพราะไม่ได้พบปะสนทนากันมานาน นี้นับว่าเป็นโชคดีของโยมที่ได้พบกันอีกคราวหนึ่ง โยมปลื้มใจมาก&#8221; แล้วกราบลงบนตักอีกวาระหนึ่ง และยังโปรดรับสั่งต่อไปอีกว่า &#8220;ทรงโสมนัสยิ่งนัก ท่านเดินทางมาไกลนานปีจึงได้พบกัน โปรดให้พรแก่โยมให้ชื่นใจทีเถิด&#8221; (เหตุการณ์นี้บางกระแสเล่าว่าเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระพุทธสรภิกขุได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์เป็นพระอุดมปิฎก เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ สวรรคต พ.ศ. ๒๓๙๓ เจ้าฟ้ามงกุฎได้ทรงลาผนวชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ขณะนั้นพระอุดมปิฎกมีความชราภาพอายุได้ ๖๐ ปีเศษ และยังเคยได้กระทำให้เป็นที่ขุ่นเคืองในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในเรื่องที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุต จึงได้ถวายพระพรลาออกมาอยู่ที่วัดหัวสนทราหรือวัดสุนทราวาส เมืองพัทลุง ซึ่งเป็นมาตุภูมิเดิมของท่านเอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">สาเหตุที่พระอุดมปิฎกออกมาอยู่ที่วัดสุนทราวาส เมืองพัทลุงในครั้งนั้น ตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ได้ความว่าในสมัยที่รัชกาลที่ ๔ ยังทรงผนวชอยู่ พระอุดมปิฎกได้เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามแล้วเป็นพระเถระที่รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดปรานมาก เป็นผุ้ที่มีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัย และพระปริยัติธรรมมากรูปหนึ่งในสมัยนั้น มักจะมีความเห็นไม่สอดคล้องกับรัชกาลที่ ๔ ในเรื่องพระสงฆ์ธรรมยุตและการแปลหนังสือภาษาบาลีเป็นภาษาไทยว่าอย่างนั้นถูก อย่างนั้นผิด โดยแสดงความคิดเห็นขัดแย้งกับรัชกาลที่ ๔ หลายครั้ง ดูเหมือนเรื่องที่ขัดแย้งกันมากได้แก่เรื่องการตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตดังได้กล่าวมาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎได้ขึ้นครองราชสมบัติแล้ว พระอุดมปิฎกจึงได้ถวายพระพรลากลับเมืองพัทลุง ในทำนองเพื่อหนีราชภัย เพราะกลัวไปว่าจะเป็นภัยแก่ตนเอง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ความขัดแย้งระหว่างพระอุดมปิฎกกับเจ้าฟ้ามงกุฎ น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งปรากฏหลักฐานให้เห็นในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ขณะที่พระอุดมปิฎกเป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ กับพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศที่เจ้าฟ้าอิศเรศรังสรรค์ ช่วยในการบูรณะวัดหงส์รัตนาราม สมเด็จพระศรีสุริเยนรามาตย์รับพระราชโองการก็ได้กะเกณฑ์ให้เจ้าฟ้งมงกุฎทรงสร้างพระวิหาร เจ้าฟ้าอิศเรศรังสรรค์ทรงสร้างโรงธรรม ส่วนสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงรับทำพระอุโบสถ แต่ในการบูรณะวัดหงส์รัตนารามครั้งนี้ เจ้าฟ้ามงกุฎไม่รับตามที่สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงมอบหมายโดยพระองค์ได้ทรงให้เหตุผลไว้หลังจากได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ว่าไม่สมพระเกียรติ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ซึ่งปรากฏหลักฐานใน &#8220;พระบรมราชาธิบายเรื่องวัดหงส์&#8221; ความตอนหนึ่งว่า &#8220;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าที่ซึ่งทรงกะเกณฑ์มาให้ช่วยทำพระวิหารนั้น เป็นของเล็กเหมือนเรือน้อยห้อยท้ายเรือใหญ่อยู่นานไปใครไม่รู้เรื่องความพระราชพงศาวดาร เป็นการที่แท้ก็จะเข้าใจปรวนแปรว่าไปอย่างอื่น เป็นที่เสียพระเกียรติยศไปไหน ๆ เกิดมาเป็นชายชีวิตยังไม่ทำลาย ไม่ควรจะประมาทดูหมิ่นกัน เพราะเหตุนั้นจึงได้รับสั่งห้ามเสีย ไม่รับทำด้วย ไม่ให้ข้าในกรมไปช่วย ไม่ยอมให้ไว้พระนามในพระอารามวัดหงส์นี้เลย&#8221; จากพระบรมราชาธิบายนี้ แม้จะไม่ทรงกล่าวถึงความขัดแย้งกับพระอุดมปิฎกในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่พระองค์ไม่ยอมรับการบูรณะวัดหงส์รัตนารามในครั้งนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการขัดแย้งกับพระอุดมปิฎก</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ้างอิงจาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"><a style="color: #000080;" href="https://sangkhatikan.com/monk_view.php?ID=14575&amp;fbclid=IwAR3yFiaYz4N4NoqbD_32p8Fs4YAzuRB1LBelpVkIDDBU5rkI1mxx6H4TSqQ">https://sangkhatikan.com/monk_view.php?ID=14575</a></span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">ผลงานของพระอุดมปิฎก </span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">พระอุดมปิฎก (สอน) เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่ใฝ่ใจในการศึกษาเล่าเรียนทางพุทธศาสนา มีความรู้แตกฉานทางพระปริยัติธรรม จนเป็นที่โปรดปรานไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเหล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ มาก ท่านได้ปฏิบัติสมณกิจเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">๑. เป็นประธานฝังหลักเมืองสงขลา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๕ พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้มีการย้ายเมืองสงขลาจากบ้านแหลมสนมาตั้งใหม่ที่บ้านบ่อยาง คือ เมืองสงขลาในปัจจุบัน ในการฝังหลักเมืองครั้งนั้น ปรากฏตามหลักฐานในพงศาวดารเมืองสงขลา ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕๓ ได้ระบุไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้า ฯ พระราชทานเทียนชัย หลักชัยพฤกษ์ กับเครื่องไทยทาน และได้อาราธนาสมเด็จเจ้าอุดมปิฎก หรือพระอุดมปิฎก เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์อันดับ ๘ รูป ฝ่ายพราหมณ์ได้อาราธนาพระครูอัษฎาจารย์ พร้อมด้วยพราหมณ์ ๘ นาย ออกมาประกอบพิธีฝังหลักเมืองสงขลา มุมเมืองกับโรงพิธีพราหมณ์เสร็จแล้วได้ทำพิธีฝังหลักเมืองสงขลา ตรงกับเดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เวลาเช้า ๑ โมง กับ ๑๐ นาที</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">๒. การบูรณะวัดสุนทราวาส ในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ปีเดียวกับที่พระอุดมปิฎกได้ออกมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีฝังหลักเมืองสงขลา ท่านคงได้ถือโอกาสไปเยี่ยมบ้านเกิดที่บ้านสนทรา เมืองพัทลุง และได้พบว่า วัดสุนทราวาส ซึ่งเป็นวัดที่เคยเล่าเรียน นโม ก ข ขอมไทย มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม จึงได้ทำการบูรณะ และสร้างศาสนสถานในวัดขึ้นใหม่ เช่น การสร้างพระอุโบสถแบบเก๋งจีน ตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓ ให้ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก สร้างศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ โดยได้รับการอุปถัมภ์ช่วยเหลือจากพระยาพัทลุง (จุ้ย จันทโรจวงศ์)</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">๓. การแต่งวรรณกรรมเรื่องสุทธิกรรมชาดก ชาวพัทลุงทั่วไปมีความเชื่อกันว่า พระอุดมปิฎก เป็นผู้แต่งวรรณกรรมเรื่องสุทธกรรมชาดกคำกาพย์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ใช้สวดกันตามวัดและบ้านเรือนในภาคใต้สมัยก่อน</span></strong></h2>
<h2><strong><span style="color: #000080;">อ้างอิง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"><a style="color: #000080;" href="https://sangkhatikan.com/monk_view.php?ID=14575&amp;fbclid=IwAR3Suex-lqQZkepKQz-X_xH3ro19CGdEpUX1uzFmEke7cQFmBpjwJKYp-Tc">https://sangkhatikan.com/monk_view.php?ID=14575</a></span></strong></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
<h2></h2>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>224. การบริหารรัฐกิจแบบจีน : ขุนนางดี ขุนนางเลว ตอน ๑</title>
		<link>https://www.druthit.com/224-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Dr.Uthit]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Apr 2019 10:06:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles & Research]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.druthit.com/?p=1249</guid>

					<description><![CDATA[๒๕.๔.๒๕๖๒ ขุนนางดี ขุนนางเลว ตอน ๑  ที่มาจาก คัมภีร์ฉางต่วนจิง  ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดคัมภีร์รัฐประศาสนศาสตร์ การเมือง การปกครอง การบริหารราชการแผ่นดินแบบจีน ผู้แต่งได้แบ่ง &#8220;ประเภท&#8221; ของ &#8220;ขุนนางดี&#8221; เอาไว้ ๖ ประเภท ๑. ขุนนางราชครู ๒. ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ๓. ขุนนางจงรักภักดี  ๔. ขุนนางชาญฉลาด ๕. ขุนนางสุจริต ๖. ขุนนางซื่อตรง ส่วน &#8220;ขุนนางเลว&#8221; คัมภีร์ &#8220;ฉางต่วนจิง&#8221; ก็จัดแบ่งเอาไว้เป็น ๖ ประเภทเช่นกัน ๑. ขุนนางกะล่อน ๒. ขุนนางสอพลอ ๓. ขุนนางเพ็ดทูล ๔. ขุนนางโฉดชาติ ๕. ขุนนางปล้นชาติ ๖. ขุนนางล้างชาติ ยุคนี้ เป็นยุคที่ &#8220;บ้านเมือง&#8221; ระส่ำระสายมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวจริงๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone wp-image-1224" src="http://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1.jpg" alt="" width="314" height="314" srcset="https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1.jpg 1600w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-150x150.jpg 150w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-300x300.jpg 300w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-768x768.jpg 768w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-1024x1024.jpg 1024w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-24x24.jpg 24w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-48x48.jpg 48w, https://www.druthit.com/wp-content/uploads/2019/04/52849975_779269635774540_3675633750651174912_o-1-96x96.jpg 96w" sizes="(max-width: 314px) 100vw, 314px" /></p>
<p><strong><span style="color: #993300;">๒๕.๔.๒๕๖๒</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #000080;">ขุนนางดี ขุนนางเลว ตอน ๑ </span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ที่มาจาก</span></strong><br />
<strong><span style="color: #993300;">คัมภีร์ฉางต่วนจิง </span></strong><br />
ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดคัมภีร์รัฐประศาสนศาสตร์<br />
การเมือง การปกครอง การบริหารราชการแผ่นดินแบบจีน</p>
<p>ผู้แต่งได้แบ่ง &#8220;ประเภท&#8221; ของ &#8220;ขุนนางดี&#8221; เอาไว้ ๖ ประเภท<br />
<strong><span style="color: #0000ff;">๑. ขุนนางราชครู ๒. ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ ๓. ขุนนางจงรักภักดี </span></strong><br />
<strong><span style="color: #0000ff;">๔. ขุนนางชาญฉลาด ๕. ขุนนางสุจริต ๖. ขุนนางซื่อตรง</span></strong></p>
<p>ส่วน &#8220;ขุนนางเลว&#8221; คัมภีร์ &#8220;ฉางต่วนจิง&#8221; ก็จัดแบ่งเอาไว้เป็น ๖ ประเภทเช่นกัน<br />
๑. ขุนนางกะล่อน ๒. ขุนนางสอพลอ ๓. ขุนนางเพ็ดทูล<br />
๔. ขุนนางโฉดชาติ ๕. ขุนนางปล้นชาติ ๖. ขุนนางล้างชาติ</p>
<p><strong><span style="color: #000080;">ยุคนี้ เป็นยุคที่ &#8220;บ้านเมือง&#8221; ระส่ำระสายมากที่สุด</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ในประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวจริงๆ เท็จๆ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เรื่องราวใส่ร้ายใส่ความ ยัดเยียด ปรักปรำ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">กล่าวหาฝ่ายตรงข้ามที่แย่งชิงอำนาจ</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ฝ่ายที่หวงแหนอำนาจก็กระทำทุกวิถีทาง</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">ใช้ช่องทาง ช่องโหว่ทางกฎหมาย</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;">เล่นงานอีกฝ่าย</span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #800000;">เลยเห็นเป็นโอกาสดี นำเรื่องราว &#8220;ขุนนางดี ๖ ประเภท&#8221;</span></strong><br />
<strong><span style="color: #800000;">มาเล่าสู่กันฟัง</span></strong></p>
<p>เพื่อว่า &#8220;ราษฎร&#8221; จะได้เป็นแง่คิด<br />
ในการเลือกตั้ง &#8220;นักการเมือง&#8221; ระดับราชครูเป็นต้น<br />
เข้าสู่สภา ในกรณีที่ปีนี้<br />
&#8220;อาจ&#8221; มีการเลือกตั้งใหญ่ และเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่ ๒<br />
พสกนิกรในใต้หล้า ต้อง &#8220;ทำใจ&#8221; กับดินฟ้าอากาศแปรปรวน</p>
<p>ทั้งนี้เพราะผู้มีอำนาจไม่สามารถ<br />
&#8220;ไปต่อ&#8221; คือมาถึง &#8220;ทางตัน&#8221; ไม่อาจเดินหมากเดินเกมการเมือง<br />
ตามแนวที่ตนเองถนัดและช่ำช่องเชี่ยวชาญได้อีกต่อไป</p>
<p>การไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามจึงดุเดือด ทวีคูณ พหุคูณ และรุนแรงมากยิ่งขึ้น !</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ขุนนางดี ๑ ประเภท ๑ &#8220;ขุนนางราชครู&#8221;</span></strong><br />
เป็นขุนนางมีความคิดอ่าน มีวิสัยทัศน์<br />
เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น<br />
เล็งเห็นเภทภัยต่างๆ ได้ก่อนที่จะปรากฏ<br />
ทั้งยังสามารถ &#8220;ดับ&#8221; ไฟที่เกิดจากภัยคุกคามนานาชนิด ได้มอดสนิท<br />
เป็นผลให้ &#8220;ฮ่องเต้&#8221; อยู่เหนือภัยอันตราย และแผ่พระบารมี<br />
แสนยานุภาพออกไปได้เกริกก้องเกรียงไกรขจรขจายไปไกลชั่วกาลนาน</p>
<p>ขุนนางเหล่านี้ ทำงานรับใช้ &#8220;ราชสำนัก&#8221; เงียบกริบ<br />
ไม่มียศ ไม่มีตำแหน่ง ไม่หวังยกย่อง ไม่ต้องการปูนบำเหน็จ<br />
ไม่คาดหวัง &#8220;ดี เด่น ดัง&#8221; ใดๆ จากฮ่องเต้ หรือราชสำนัก<br />
เป็นคน &#8220;ตงฉิน&#8221; &#8220;ใจซื่อ&#8221; &#8220;มือสะอาด&#8221; ถือ &#8220;ความเที่ยงตรง&#8221; เป็นหลัก<br />
พร้อมช่วยราษฎรผู้ยากไร้ ซึ่งถูกกดขี่ กดดัน บีบคั้น เบียดเบียน รังแก<br />
โดยไม่แสดง &#8220;หลักฐาน&#8221; หรือ &#8220;การยกย่อง&#8221; ใดๆ<br />
เทียบเท่ากับ &#8220;ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี&#8221;<br />
ไม่มี &#8220;สำนักงานประจำ&#8221; ที่แน่นอน ทำงาน &#8220;หาข่าว&#8221; แบบ &#8220;เจาะลึก&#8221;<br />
เข้าไปได้ทุกวงการแบบสนิทใจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับวงการใดๆ<br />
รู้ว่าการใดควรหรือไม่ควร รู้ว่า &#8220;ฮ่องเต้&#8221; ทำการใดๆ แล้ว<br />
จะเกิด &#8220;ผลกระทบ&#8221; ตามมาด้านบวกหรือลบ</p>
<p>เสนอ &#8220;สาส์น&#8221; ถึงฮ่องเต้โดยตรง เป็นการลับเฉพาะ<br />
ทรงไว้วางพระทัยมาก ไม่กินสินบาท คาดสินบน ไม่ทุจริตคอรัปชั่น</p>
<p>ขุนนางระดับสูงสุดนี้ สมัยโบราณเรียกว่า &#8220;ท่านราชครู&#8221;</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ขุนนางดี ๑ ประเภท ๒ &#8220;ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่&#8221;</span></strong><br />
มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เสริมจุดดีสลายจุดด้อยของฮ่องเต้<br />
คอยกราบทูลให้ฮ่องเต้ใช้วิสัยทัศน์อันยาวไกล<br />
ในการบริหารจัดการปกครองแผ่นดินให้สงบร่มเย็น<br />
กล้ากราบทูลบอกเล่าความจริง แม้จะถูกถอดถอนจากยศตำแหน่ง<br />
ก็ไม่นำพา เพียงมุ่งหวังให้ฮ่องเต้ดำเนินราชกิจในแนวทางที่ถูกต้องตีงาม<br />
สมัยราชวงศ์ชิงมีบันทึกเป็นหลักฐานว่าฮ่องเต้คังซีขึ้นครองราชย์<br />
ตั้งแต่พระชันษา ๗ ปี ตลอดระยะเวลา ๖๐ ปีที่ครองราชย์<br />
ราชกิจมากมายตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้จะอยู่เพียงลำพัง<br />
ก็ทรง &#8220;หมวก&#8221; คือ &#8220;พระมาลา&#8221; ตลอดเวลา<br />
ทรงเข้มงวดกับตนเองเป็นอย่างยิ่ง<br />
ตามแนวปฏิบัติในราชสำนัก &#8220;ฮ่องเต้ซ่งไท่จู่&#8221;<br />
ซึ่งมิได้ฉลองพระองค์เป็นทางการ<br />
และถูกทักท้วงโดย &#8220;ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่&#8221;<br />
ให้เปลี่ยนเครื่องทรงทางการออกว่าราชการ</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ขุนนางดี ๑ ประเภท ๓ &#8220;ขุนนางจงรักภักดี&#8221;</span></strong><br />
เป็นขุนนางที่ทุ่มเททำงานทั้งวันทั้งคืน<br />
และเสาะแสวงหาคนเก่งคนดีคนมีความรู้คนมีความสามารถ<br />
มารับใช้ &#8220;ฮ่องเต้&#8221; โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก<br />
มักยกตัวอย่าง &#8220;บอกเล่า&#8221; เรื่องราวฮ่องเต้ ขุนนาง และแบบอย่างที่ดี<br />
ของ &#8220;ผู้นำ&#8221; ในอดีต ให้ฮ่องเต้รับฟัง เพื่อเป็นแบบอย่าง ตัวแบบ<br />
และแนวปฏิบัติที่ดี</p>
<p>ขุนนางประเภทนี้ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ค่อยได้พักผ่อน<br />
มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากนอกดึกตื่นเช้า<br />
ในราชวงศ์ชิงตอนต้น มีกฎมณเฑียรบาล กำหนดว่า<br />
หลังตื่นบรรทมในช่วงเช้า ฮ่องเต้จะต้อง &#8220;อ่าน&#8221;<br />
บันทึกประวัติศาสตร์ของรัชกาลก่อนๆ<br />
เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์บริหารบ้านเมืองของบรรพชน<br />
บทเรียนประวัติศาสตร์ มีความสำคัญยิ่งยวด<br />
ไม่ว่าจะอ่านจนขึ้นใจเพียงใด ก็ต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า<br />
เพื่อซึมซับประสบการณ์เต็มที่  และกระตุ้นให้เกิด<br />
ความคิดอ่านที่เป็นประโยชน์ ขุนนางที่ใช้ความรู้จาก<br />
ประวัติศาสตร์มาช่วยเหลือฮ่องเต้อยู่เป็นประจำ<br />
ถือได้ว่าเป็นขุนนางผู้จงรักภักดี<br />
ไม่ทำให้ &#8220;ฮ่องเต้&#8221; เสียหน้า</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>สมัยราชวงศ์เว่ย</strong> </span><strong><span style="color: #993300;">ขุนนางนามว่า &#8220;เฉินฉิน&#8221;</span></strong><br />
มีความรู้และคุณธรรม มีชื่อเสียงมาก<br />
เขาไม่เคยกล่าวถึง &#8220;ข้อผิดพลาด&#8221; ของฮ่องเต้<br />
แม้เพียงครั้งเดียว ไม่ท้วงติงฮ่องเต้ซึ่งหน้าให้เสียหน้า<br />
ไม่ทำให้ฮ่องเต้กระอักกระอ่วนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก<br />
ไม่ทำตัวให้โดดเด่นในเหล่าขุนนางว่าสามารถจับผิดฮ่องเต้ได้<br />
ไม่โพนทะนาความผิดพลาดของฮ่องเต้ต่อหน้าคนอื่น<br />
ใช้วิธีส่ง &#8220;สาส์นลับ&#8221; ให้ฮ่องเต้อ่านในที่ลับ<br />
ไม่เคย &#8220;บอก&#8221; ฮ่องเต้ตัวต่อตัวถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้ฮ่องเต้อับอาย</p>
<p>ตลอดรัชสมัย ฮ่องเต้รับสาส์นลับถึง ๑๐ กว่าครั้ง<br />
แต่ไม่เคยมีข้าราชบริพารคนใดในราชสำนักล่วงรู้ความลับในสาส์น<br />
เพราะขุนนาง &#8220;เฉินฉิน&#8221; ไม่ได้ &#8220;อวดอ้าง&#8221;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ขุนนางดี ๑ ประเภท ๔ &#8220;ขุนนางชาญฉลาด&#8221;</strong></span><br />
มีสายตาแหลมคม มองเห็นเหตุแห่งความสำเร็จและล้มเหลว<br />
สามารถช่วยเหลือค้ำบัลลังก์ฮ่องเต้แต่ต้น<br />
ช่วยอุดช่องโหว่ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินในด้านต่างๆ<br />
แปร &#8220;หายนะ&#8221; เป็น &#8220;ชัยชนะ&#8221;<br />
เปลี่ยน &#8220;วิบัติ&#8221; เป็น &#8220;สมบัติ&#8221;<br />
ฮ่องเต้รับสั่งคำเดียว ก็คิดต่อได้ถึง ๑๐ โครงการ<br />
ช่วยสนองงานโดยละเอียดรอบคอบ<br />
ไม่เปิดช่องโหว่ภายหลังจนเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท<br />
วางแผนรับมือป้องกันแก้ไขมีแผนสำรองแผนฉุกเฉินไว้ครบครัน<br />
แม้ไม่มั่นใจเต็มร้อย แต่ก็ลงมือทำเต็มที่</p>
<p>ฮ่องเต้ที่มีขุนนางชาญฉลาด จะไม่กลุ้มพระทัยตลอดรัชกาล</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ขุนนางดี ๑ ประเภท ๕ &#8220;ขุนนางสุจริต&#8221;</strong></span><br />
ไม่โลภโมโทสัน รับมอบหมายให้ทำงานต่างพระเนตรต่างพระกรรณ<br />
ก็ลงมือทำงานรับสนองพระบรมราชโองการสุดความสามารถ<br />
ไม่รับของกำนัล มีคนจ่ายใต้โต๊ะก็ไม่รับ ใช้ชีวิตสมถะ สันโดษ<br />
ถือว่าเป็นขุนนางใจซื่อ มือสะอาด คนทั่วไปยกย่อง<br />
ฮ่องเต้อยากได้ขุนนางประเภทนี้ไว้รอบตัวจำนวนมาก<br />
ขุนนางประเภทนี้ เคารพกฎหมาย เคร่งครัดในระเบียบวินัยคำสั่ง<br />
แต่ก็นับว่าหายากยิ่งนัก นานๆ จะเจอขุนนางประเภทนี้สักคน</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">ขุนนางดี ๑ ประเภท ๖ &#8220;ขุนนางซื่อตรง&#8221;</span></strong><br />
ในยามบ้านเมืองวิกฤต ผู้คนในชาติแตกแยกความคิดเห็นเป็นกลุ่มๆ<br />
ไม่มีใครฟังใคร ถือสี ถือเสียง พวกเรา พวกเขา<br />
ฮ่องเต้เองก็ไม่พร้อมลงมารับฟัง &#8220;ปัญหา&#8221; ข้างถนน ด้วยพระองค์เอง<br />
คนพูดความจริงมีน้อย มีแต่คนตอแหล ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ</p>
<p>สภาวะมุสา ตลบตะแลง ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ ในศาลาโกหก<br />
พูดเอาดีใส่ตัว พูดเอาชั่วโยนใส่คนอื่นให้รับเคราะห์กรรมแทน<br />
มีให้เห็นทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่มีใครรู้ว่าใครคนจริงใครคนอาสัตย์อาธรรม์<br />
ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน คนชั่วได้ดี คนดีติดคุกเพราะทำดี<br />
มีปรากฏเป็นอันมาก</p>
<p>ไม่มีใครกล้าท้วงติงสิ่งที่ฮ่องเต้ตัดสินพระทัย</p>
<p>ขุนนางประเภทนี้พร้อมเผชิญหน้าฮ่องเต้ กราบทูล และชี้แจง<br />
ข้อผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นคนตรงที่จะยอมขัดใจ<br />
ขัดคอ และยอมเสี่ยงตาย เพื่อผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ<br />
แม้ในยามที่ฮ่องเต้ทรงพิโรธอย่างรุนแรง  ไม่ประจบสอพลอ<br />
มุ่ง &#8220;สามัคคี&#8221; ระหว่างฮ่องเต้ ราชสำนัก ขุนนาง อำมาตย์ และราษฎร<br />
ตลอดทั้งสมณชีพราหมณ์ ให้มีความปรองดอง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p>
<p><em><strong><span style="color: #333399;">จบตอน ๑</span></strong></em><br />
<em><strong><span style="color: #333399;">ต่อตอน ๒</span></strong></em><br />
<em><strong><span style="color: #333399;">ขุนนางเลว ๖ ประเภท</span></strong></em><br />
<em><strong><span style="color: #333399;">ในวันอื่น</span></strong></em></p>
<hr />
<p>เรื่องเล่า &#8220;ขุนนางดี&#8221; &#8220;ขุนนางเลว&#8221;<br />
ผมนำเรื่องราวจริงจาก &#8220;จีน&#8221;  ซึ่งเล่า่โดย &#8220;ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์&#8221;<br />
หนังสือ CEO สอนน้อง<br />
ฉบับพิมพ์เดือนสิงหาคม ๒๕๕๑<br />
โดยสยามอินเตอร์บุ๊คส์</p>
<p>ผมสรุปความมาเล่าต่อ<br />
และปรับสำนวน &#8220;ภาษาไทย&#8221;<br />
ให้เป็นเรื่องเล่าในสไตล์ผม<br />
ซึ่งเน้นรวบรัด กระชับ จับความว่องไว เข้าใจง่าย</p>
<p>หนังสือเล่มนี้น่าอ่าน<br />
เพราะ &#8220;พลิกความคิดล้ำค่า&#8221; ของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CEO<br />
ร้านสะดวกซื้อ 7-11<br />
องค์กรระดับแนวหน้าที่มีพนักงานกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน</p>
<p>หนังสือเล่มนี้<br />
ปัจจุบันเป็นหนังสือเก่า<br />
หาอ่านยากแล้ว</p>
<p>&#8212;&#8212;-</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
