• » 221. สัจจกิริยา

    221. สัจจกิริยา 

    คอลัมน์   How to Heng 
    9 กุมภาพันธ์ 2561

     “การบริการวิชาการสู่สังคมเป็นวิทยาทาน”

    โดย

    ศาสตราจารย์ ดร. อุทิส ศิริวรรณ
    ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอก ทวิปริญญา
    Ph.D.  &  D.B.A. in Business Administration Program
    Charisma University, Providenciales, TC
    and Apollos University, Great Falls, Montana, USA

     

     

    เพื่อนๆ นักขายครับ วันนี้จะนำเสนอ “ทฤษฎีเฮง” ตอนว่าด้วย “สัจจกิริยา ”

    “สัจจกิริยา” แปลตรงตัวว่า การทำความจริงคือการกล่าวคำสัตย์เพื่อรักษาตนและผู้อื่น

    ในห้วงเวลานี้ ผมกำลังสนใจค้นคว้าวิจัย “องค์ความรู้พุทธศาสตร์” เพื่อบูรณาการและปรับใช้กับศาสตร์การตัดสินใจสมัยใหม่ที่ทันสมัย อย่างศาสตร์ว่าด้วยการบริหารจัดการ ศาสตร์ว่าด้วยการตัดสินใจ และศาสตร์ว่าด้วยการลงทุนเป็นต้น

    ผลการวิจัยโดยรวบรวมเอกสาร ผมได้ข้อค้นพบว่า “สัจจกิริยา” มีเรื่องราวบันทึกไว้ปรากฏเป็นหลักฐานเป็นอันมาก ยกตัวอย่างเรื่องราวในชาดกที่น่าสนใจคือเรื่อง “สุปปารกชาดก” ซึ่งตามท้องเรื่องสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็น “ต้นหนเรือ” คอยบอกทิศทางที่จะเดินเรือ  ทว่าเป็นคนตาบอด คราวหนึ่งนำพาคน 700 ชีวิตขึ้นเรือออกทะเล แต่ทว่าด้วยความที่ตาบอดและเรือแล่นผิดทิศทาง คราวหนึ่งของการเดินเรือ เรือแล่นผิดทิศทางหลงทิศไปตลอด 4 เดือน ทว่าในวิกฤตก็พบโอกาส เพราะเรือไปพบแหล่งอัญมณีรัตนชาติสำคัญๆ บนเกาะกลางทะเล เป็นต้นว่า เพชร พลอย เงินและทองคำ ทว่าเมื่อขนอัญมณีขึ้นเรือแล้ว กลับปรากฏคลื่นลมรุนแรง สภาวะอากาศแปรปรวน เรือทำท่าจะอับปางล่มลงกลางทะเล พระโพธิสัตว์จึงได้ทำ “สัจจกิริยา” โดยกล่าวคำสัตย์ว่า “ตั้งแต่จำความได้ ข้าพเจ้าระลึกได้ว่าไม่เคยแกล้งเบียดเบียนสัตว์ใดๆ แม้แต่ตัวเดียว ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอให้เรือแล่นกลับบ้านเมืองได้โดยสวัสดิภาพ” ปรากฏว่าด้วยบุญญานุภาพของการกล่าวคำสัตย์ เรือได้วกกลับแล่นไปยังทิศทางที่ถูกต้อง ไม่หลงทิศ เมื่อถึงบ้านเกิดเมืองนอน คนบนเรือได้แบ่งทรัพย์สินแล้วบำเพ็ญบุญกุศลกัน

    ตามทฤษฎีเฮงคนเราต้องกล้าคิดและเชื่อว่า “ความรู้ + พลังศรัทธาอันแรงกล้า = ปาฏิหาริย์”
    เวลาฟังพระสวดมนต์ตามบ้านเรือนและกิจการทั่วไป บทสวดมนต์บทหนึ่งที่นิยมสวด สั้นๆ กระชับคือ “อังคุลิมาลปริตร” เป็นการกล่าวคำสัตย์ของพระอรหันต์คือ  “พระองคุลิมาล”  ซึ่งตามประวัติเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง นิสัยดี เฉลียวฉลาด อ่อนน้อม  มีความประพฤติดี และเด่น  ครูบาอาจารย์นิยมชมชอบ จนเพื่อนๆ อิจฉาริษยา พากันยุยงจนอาจารย์หลงเชื่อว่าเป็นคนไม่ดีจึงใช้กลอุบายหลอกลวงให้เรียนสุดยอดเคล็ดวิชาแห่งความสำเร็จ แต่ต้องฆ่าคนจำนวนนับพันคนเพื่อแลกกับการประสิทธิ์ประสาธน์วิชาการชั้นสูง เขาหลงเชื่ออาจารย์จึงฆ่าคนแล้วตัดนิ้วมือร้อยเป็นพวงมาลัยไว้นับกันลืม จึงได้ชื่อว่า “องคุลิมาลโจร” เขาตั้งใจจะฆ่ามารดาจะได้ครบหนึ่งพันคน ทว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดเสียก่อน  พอฟังธรรมแล้วได้ออกบวชเป็นพระและเป็นพระอรหันต์ในท้ายที่สุด  วันหนึ่งขณะออกบิณฑบาต ได้พบสตรีนางหนึ่งคลอดยาก พระองคุลิมาลจึงทำ “สัจจกิริยา” กล่าวคำสัตย์ ช่วยให้สตรีนางนั้นคลอดง่าย ต่อมา “คาถาภาษาบาลี” ที่พระองคุลิมาลสวด ได้นำมาใช้สวดกันแพร่หลายในประเทศต่างๆ ทั้งลังกา พม่า ลาว เขมร และไทย

    องคุลิมาลปริตรคาถา สั้นมาก น่าท่อง ไม่ยาวนัก  “ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต, นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา, เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ” แปลว่า “ดูก่อนน้องหญิงตั้งแต่เราถือกำเนิดเพศอันประเสริฐแล้ว เราไม่เคยจงใจแกล้งฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลย ด้วยการกล่าวความจริงนี้ขอให้ความสุขสวัสดีจงมีแก่ลูกของเธอเทอญ”  ผลปรากฏว่านางคลอดลูกง่ายดาย จึงนิยมสวดกันถึงบัดนี้
    นอกจากนี้ยังพบเรื่องราว “นกยูงทอง” ใน “โมรชาดก” ผู้ใช้วิธี “สุริยนมัสการ” บูชาพระอาทิตย์และสวดมนต์บูชาพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้าในอดีตชาติต่างๆ ขอให้ช่วยกันรักษาคุ้มครองตนเองให้ปราศจากภัยอันตรายทั้งกลางวันและกลางคืน แรกที่นกยูงสวดมนต์ ก็คงไม่ค่อยมั่นใจใน “ดวงอาทิตย์” และ “พระพุทธเจ้า”  แม้จะสวดมนต์ก็ยังคงไม่ประมาท ระแวดระวังภัย ต่อเนื่อง ประจำ สม่ำเสมอ สวดนานๆไป ก็ยิ่งมั่นใจใน “อานุภาพ” ของคาถาและการสวดมนต์ การได้สวดมนต์ประจำมิได้ขาด เป็น “อานุภาพ” ข้อหนึ่งที่ช่วยให้สัจจกิริยา การกล่าวความสัตย์เป็นความจริง เพราะนกยูงทองสามารถแคล้วคลาดจากบ่วงแห่งนายพรานไพรได้นานหลายปี

    ทว่าอยู่ต่อมา นกยูงทองได้ยินได้เห็น “นกยูงเพศเมีย” ก็เผลอใจ ปล่อยสติ ขาดสติ ประมาท เปิดทางให้ความรักและกามราคะกลายเป็นไฟสุมทรวงเผาผลาญใจละลายจนลืมตัว เมื่อลืมสวดมนต์บท “โมรปริตร” ก็ไม่มีหลักให้สติยึดเกาะ ไม่มีที่พึ่งคือพลานุภาพแห่งมนต์มหัศจรรย์ เมื่อประมาท สุดท้ายก็ติดบ่วงนายพราน การที่นกยูงทองสวดมนต์บูชาพระอาทิตย์ มิได้เป็นมิจฉาทิฐิ แต่เป็นการสวดขอพรจาก “สุริยเทพ” และ “พระพุทธเจ้า” คุ้มครองตนเอง ให้อยู่ดีมีสุข ตลอดทั้งวันทั้งคืน  เพราะความเชื่อภารตวิทยาดั้งเดิม พระอาทิตย์เป็นเสมือนดวงตาแห่งระบบสุริยจักรวาล มีพลังอำนาจร้อนแรงและสูงสุด กำจัดความมืด ทำให้คนและสัตว์มองเห็นทุกสรรพสิ่ง พระอาทิตย์เป็นดุจ “เอกราชา” คือเจ้าแห่งแสงสว่างหนึ่งเดียว มีแสงดุจทองสาดส่องไปทั่วทุกปฐพีทุกหนทุกแห่งทุกประเทศ ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้แล้ว ขอให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายจงรักษาข้าพเจ้าด้วย การสวดมนต์จึงเป็นยาทาและภาวนาก็เป็นยาใจ
    เพื่อนๆ นักขายครับ การสวดบูชา “สุริยเทพ” ก็ดี การสวดบูชา “พระพุทธเจ้าอดีตชาติ” ก็ดี เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะทุกวันนี้ ที่อังกฤษ สิ่งมหัศจรรย์ติดอันดับโลกคือสโตนเฮนจ์ ก็เป็นมหาวิหารบูชาสุริยเทพ ที่บุรีรัมย์และเขมร ปราสาทหินพนมรุ้ง หรือปราสาทตามนครวัดนครธม ล้วนสร้างเพื่อบูชาสุริยเทพควบคู่กับบูชาพระพุทธเจ้า ซึ่งทั้งเทพและพระต่างล้วนสัมพันธ์กับ “สัจจกิริยา”  อยากเฮง อยากรวย อยากสำเร็จ ต้องเป็นคนมีสัจจะ กล่าว “สัจจวาจา”  คำไหนคำนั้น จึงจะสำเร็จได้จริง !


    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    comments


หากมีประโยชน์ ร่วมแชร์บทความ: 221. สัจจกิริยา นี่ได้เลยครับ